
รัศมีที่ถูกบดบังกับความหลังที่ถูกลืม
ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หากไม่นับความวุ่นวายทางการเมืองและข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร มีอย่างน้อย 2 เหตุการณ์ที่ทำเอาสังคมไทยรู้สึกหดหู่ตามไปด้วย
เด็กหญิงวัย 12 ปี ถูกพ่อบังเกิดเกล้าที่ไม่เคยเหลียวแลรับมาเลี้ยงดูแล้วเฆี่ยนตีอย่างทารุณ
เด็กชายวัย 3 ขวบ ในความอุปถัมภ์ของแม่เลี้ยงถูกทรมานและได้รับบาดเจ็บจากน้ำร้อนลวก
รายแรกโชคดีที่มูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้ทัน ส่วนรายหลังถูกชะตากรรมกำหนดให้ต้องพบกับจุดจบอย่างน่าเศร้า
เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในสังคมไทยเป็นระยะ เกิดแล้วก็เงียบหายแล้วก็เกิดขึ้นใหม่ แก้ไขไม่ได้สักที
ในเมืองไทยมีหน่วยงานด้านพิทักษ์สิทธิเด็กมากมาย ตำรวจเองก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านเด็กโดยเฉพาะ แต่กลับกลายเป็นว่าตำรวจมักจะเป็นองค์กรท้ายๆ ที่ผู้เสียหายจะนึกถึงยามเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ
ประเด็นนี้น่าสนใจว่าทำไมเรื่องถึงกลายเป็นแบบนี้ ทั้งที่ตำรวจเป็นหน่วยงานที่พิทักษ์รักษาความอยู่ดีมีสุขของประชาชนโดยตรง
เมื่อหลายปีก่อนโน้นชื่อกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน (กก.สด.) โด่งดังขึ้นมาอยู่แถวหน้าเทียบชั้นกองปราบปราม ที่ว่ากันว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน
ไม่กี่ปีต่อมาชื่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็กเยาวชนและสตรี (บก.ปดส.) ก้าวเข้ามาเทียบเคียงเสมอชั้น
ทั้งสองหน่วยงานมีบทบาททำงานเชิงรุกโดดเด่นเข้าตา แม้บางเวลาจะถูกกระแนะกระแหนว่าล้ำหน้าโอเวอร์ แต่การทำงานด้านเด็กบางขณะก็จำเป็นต้องทำงานเชิงรุกมากกว่ารับ อย่างน้อยก็เพื่อให้สังคมได้คร้ามเกรง
ผ่านมาหลายปีทั้งสองหน่วยงานค่อยๆ เงียบหายกลืนเข้ากับวัฒนธรรมองค์กร จนสุดท้ายไม่รู้ว่า ณ วันนี้หากเอ่ยถึง 2 ชื่อนี้จะมีคนรู้จักและจำได้ว่าเคยมีหน่วยงานลักษณะนี้อยู่ด้วยหรือไม่ ?!!
งานเกี่ยวกับเด็กหยุดไม่ได้ ต้องขับเคลื่อนเดินหน้าอย่างสม่ำเสมอ เพราะเมื่อเกิดความสูญเสียขึ้นแล้วยากจะทำใจยอมรับได้ ยากจะเยียวยาให้เด็กกลับคืนสู่สภาพเดิมได้
ผมอยากเห็น กก.สด.ที่วันนี้เปลี่ยนชื่อมาเป็นศูนย์สวัสดิภาพเด็กและเยาวชน (ศดส.) กับ ปดส.กลับมามีบทบาทในสังคมมากขึ้นเหมือนกับยุครุ่งโรจน์ในอดีต เป็นที่พึ่งพิงสำหรับเด็กและเยาวชนที่ถูกละเมิดในทุกๆ ด้าน
อย่าปล่อยให้แก้วสังคมร้าวเพราะมันจะไม่มีวันกลับมาเป็นแก้วใบเดิมได้อีก !?!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



