
ประวิตรหวั่นสิงหาบึ้มสั่งเข้มทุกพื้นที่
ประวิตร ไม่ประมาท สั่งระวังเข้มทุกพื้นที่ หวั่นสิงหาบึ้ม กำชับหน่วยข่าวจับตาใกล้ชิด เผยตร.เตรียมพร้อมป้องเหตุวุ่น โยนตร.ดูพธม.บุกทำเนียบจี้เลิกเอ็มโอยู ศาลอนุญาตฝากขังครั้งแรก โก้"สรเทียนมือบึ้มอนุสาวรีย์ชัยฯ19พ.ค.
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 5 ส.ค.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หน่วยข่าวของศอฉ.กังวลว่า ในช่วงเดือน ส.ค.2553 จะเกิดเหตุความรุนแรงว่า การที่หน่วยข่าวระบุว่า จะมีการก่อเหตุเป็นเพียงการประเมินว่า เมื่อมีเหตุการณ์แล้ว เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก
ซึ่งทาง ศอฉ.ได้มีการประชุม และได้ประสานงานกันในเรื่องของด้านการข่าว ให้หน่วยข่าวติดตามสถานการณ์ไปเรื่อยๆ ซึ่งเราได้มีการเตรียมการไว้แล้ว เพราะที่ผ่านมามีเหตุระเบิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง ถ้าไม่อยากให้เกิดขึ้นก็ต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะประชาชนจะต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา
“ขณะนี้ตำรวจได้ดำเนินการในภาพรวมหมดแล้ว แต่เราไม่ทราบว่า จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไรก็ตามเราได้ป้องกันไว้แล้ว พร้อมทั้งพยายามเข้มงวดในเรื่องเบาะแสต่างๆ ซึ่งในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นช่วงที่มีความสำคัญ เราจึงไม่อยากให้เกิดเหตุอะไรขึ้นทั้งนั้น ช่วงนี้คงไม่มีการเพิ่มเติมกำลังในการรักษาความปลอดภัยให้แก่บุคคลสำคัญ เพราะเราดูแลกันอยู่แล้ว ส่วนใหญ่พยายามทำทุกอย่าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ เพราะเราไม่ต้องการให้เกิดเหตุขึ้น ทั้งนี้เราไม่สามารถระบุได้ว่า จะเกิดเหตุขึ้นในพื้นที่ใดบ้าง แต่เราจะพยายามระมัดระวังในทุกพื้นที่ แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะประชาชน หากมีอะไรสามารถโทรศัพท์แจ้งเหตุมาที่สายด่วนของของศอฉ. ” พล.อ.ประวิตร กล่าว
เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับ 83 รายชื่อที่ถูกระงับการทำธุรกรรมการเงินหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า มีการปลดล็อคไปแล้ว แต่ไม่ทราบว่า จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายหรือไม่ แต่การเรียกบุคคลทั้ง 83 คนที่ทำธุรกรรมมาชี้แจงเป็นข้อหนึ่งที่เราสงสัยว่า หากไม่มีการให้เงินสนับสนุนก็จะทำให้เกิดเหตุการณ์สงบ หากสนับสนุนในทางที่ถูกต้องก็ไม่มีปัญหา อะไรที่ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้นหรือความไม่สงบขึ้น เราต้องประเมิน และตรวจสอบ แต่หากใครที่ไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ปัญหาอะไร
เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ยังไม่เป็นปกติ แผนการปรองดองของรัฐบาลจะประสบความสำเร็จหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า แผนปรองดองต้องเดินตามที่นายกรัฐมนตรีได้วางไว้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน แต่ขอให้ทุกฝ่ายได้ทำงานไปก่อนที่จะมีการประเมิน เมื่อถามถึงกรณีที่มีการระบุว่า มีคนแก่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องถามคนที่เป็นคนนั้น
เมื่อถามว่า ศอฉ.ได้มีการจับตาการเคลื่อนไหวของกลุ่มแดงสยามที่จะออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อะไรที่ไม่ชัดเจนและบ่งบอกถึงความไม่เรียบร้อย เราต้องติดตามทุกกลุ่ม ส่วนกรณีที่กลุ่มภาคีแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะชุมนุมวันที่ 7-8 ส.ค.นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงที่ยังมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้น ทุกอย่างต้องทำตามกฎหมาย ตำรวจต้องดำเนินการ อะไรที่ควรหรือไม่ควรอย่างไร ส่วนการระบุว่าทำเพื่ออธิปไตยนั้น ตนเห็นว่า ทุกฝ่ายอยากทำเพื่ออธิปไตยด้วยกันทั้งนั้น เพราะเราไม่ต้องการเสียดินแดน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งดำเนินการ ในการดูแลเรื่องเหล่านี้
กก.ญาติวีรชนพฤษภา35เรียกร้องรัฐยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน
เมื่อเวลา 13.30 น. คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาล เรื่อง ขอความเป็นธรรมคืนให้กับผู้เสียชีวิต ให้แก้ไขวิกฤตความแตกแยกด้วยเมตตาธรรม และการอโหสิกรรม โดยนาย อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการฯ กล่าวว่า ความเสียหายในปี 2535 และปี 2553 มีบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน คือเป็นการกระทำโดยกองกำลังติดอาวุธทางทหาร ซึ่งสุดท้ายรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรมจนทำให้ญาติวีรชนไม่สามารถฟ้องร้องต่อผู้ที่ทำให้ญาติเราเสียชีวิตได้ ไม่ต่างอะไรกับประชากรชั้น 2 ของประเทศ ดังนั้นด้านความเจ็บปวดจึงมองมาถึงผู้เสียหายในปี 2553 ซึ่งบางคนแม้จะตายไปแล้วแต่ก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะยังติดข้อหาก่อการร้ายอยู่ จึงอยากฝากถึงผู้มีอำนาจว่าเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตความแตกแยกจึงควรให้ความเมตตาและอโหสิกรรม
ศาลอนุญาตฝากขังครั้งแรก“ โก้"สรเทียนมือบึ้ม
เมื่อเวลา 14.00 น. ร.ต.ท.คมกฤษ โพธิ์ศรี พนักงานสอบสวน สน.พญาไท ควบคุมตัว นายสรเทียน หรือโก้ สิงกันยา อายุ 23 ปี ชาวจังหวัดหนองคาย อดีตพลทหารสังกัดกองพันเสนารักษ์ ศูนย์ส่งกำลังสำรอง กองร้อยอาวุธเบาที่ 1 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1694/2553 ลงวันที่ 2 ส.ค.53 คดีมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฝ่าฝืนเข้ามาในพื้นที่ต้องห้ามตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วันตั้งแต่วันที่ 5 - 16 ส.ค.นี้ เนื่องจากต้องสอบพยานอีก 7 ปาก และรอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รวมทั้งประวัติผู้ต้องหา พร้อมคัดค้านการประกันตัวด้วย เนื่องจากความผิดมีอัตราโทษสูง จึงเกรงว่าหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจะหลบหนี
ตามคำร้อง ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 เวลา 17.00 น. ในช่วงที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ร่วมกันออกตรวจพื้นที่ เมื่อผ่านมาบริเวณวิคเตอรี่พ้อยท์ พบผู้ต้องหาเดินสะพายกระเป๋า มีพิรุธจะก่อเหตุร้าย จึงเข้าแสดงตัวและตรวจค้น ขณะที่ผู้ต้องหาปลดกระเป๋าสะพายทิ้งแล้ววิ่งหนีหายไปในกลุ่มประชาชน ส่วนกระเป๋าดังกล่าวเมื่อตรวจค้นพบประทัดยักษ์สีเขียวทรงกระบอกตัน 5 ลูก , วัตถุระเบิดแสวงเครื่องแบบประกอบจัดทำขึ้นเอง ทรงกระบอกตันสีดำ 2 ลูก , ระเบิดแสวงเครื่องทรงกลมตันสีดำ พร้อมบัตรประจำตัวผู้ต้องหาและอื่นๆ รวม 17 รายการที่ได้ยึดไว้เป็นของกลาง ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาต่อศาลอาญา และประกาศจับ
กระทั่งวันที่ 3 ส.ค. เวลา 12.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงสืบทราบว่า ผู้ต้องหาหลบหนีอยู่บริเวณ ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญสาย 1 แขวง - เขตบางซื่อ จากนั้นได้ติดตามจับกุมตามหมายจับแล้วส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี และจากการสอบสวนขยายผลทราบว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค.53 นายสุวิย์ หรือไว หรือบังไว ไม่ทราบชื่อ-นามสกุลจริง เป็นคนนำเอาวัตถุระเบิดของกลางมาฝากไว้กับผู้ต้องหา และซุกซ่อนไว้ที่ป้อมตำรวจราจร อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหา กระทำผิดฐาน ร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวง ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาวัตถุระเบิดไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ซึ่งเป็นความผิดตาม พร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง ฯ พ.ศ.2490 และฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ผู้มีอำนาจที่ห้ามบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่ามีส่วนร่วมการชุมนุม เพื่อกระทำการที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เข้ามาในพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
ศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาได้



