ข่าว

อภิสิทธิ์ไม่ขัดตั้งกมธ.ศึกษาปราสาทพระวิหาร

อภิสิทธิ์ไม่ขัดตั้งกมธ.ศึกษาปราสาทพระวิหาร

05 ส.ค. 2553

นายกฯยัน"สุวิทย์"ไม่ได้เเซ็นทำข้อตกลงกับเขมร การันตี 5 ข้อที่เซ็นชื่อไม่กระทบไทย ยันให้คำปรึกษาตลอดไม่ขัดตั้งกมธ.ศึกษากรณีปราสาทพระวิหาร

 เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 5 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แสดงท่าทีออกมาที่ดูเหมือนจะไม่มีการประนีประนอมในข้อพิพาทจากการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ว่า เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องยาก เพราะในความรู้สึกของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ มีความกังวลเรื่องสิทธิของแต่ละฝ่าย และเป็นธรรมดาที่อยากจะปกป้องสิทธิของตัวเอง คงยังไม่ง่ายในบรรยากาศแบบนี้ แต่สิ่งที่เราต้องพยายามทำให้กัมพูชามองเห็นคือการที่บรรยากาศเป็นอย่างนี้ ก็เพราะปัญหาการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

 เมื่อถามว่าการที่ภาคประชาชนที่มีความกังวลในเรื่องนี้ จะจัดการชุมนุมในวันที่ 7 ส.ค.นี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนมีโอกาสพยายามที่จะสื่อสารไปว่าการที่จะมาช่วยกันแก้ไขปัญหา ขณะนี้ก็มีเวทีเปิดพอสมควร อาทิ กรณีที่สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(ช่อง 11 ) จัดรายการเพื่อให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นกัน และวันนี้( 5 ส.ค.) ตนได้รับทราบว่าคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร อยากจะจัดเวทีสัมมนา ซึ่งผู้ที่อยากแสดงความคิดเห็นก็น่าจะมาร่วมในเวทีต่างๆซึ่งรัฐบาลจะเปิดให้ เพราะตนคิดว่าไม่ควรมีกลุ่มใดที่ผูกขาดว่าตัวเองต้องเป็นฝ่ายที่ถูกต้องหรือ รักปกป้องผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว แต่ตนคิดว่าไม่ทำงานด้วยกันได้ ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุด คือ อย่าไปทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีการทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่เรามาช่วยกันทำงานในเรื่องนี้ และรัฐบาลพร้อมที่จะเปิดกว้าง อีกทั้งขณะนี้ การที่จะมีโอกาสวางแผนเป็นขั้นตอนหรือมียุทธศาสตร์ก็ทำได้มากขึ้น เพราะเรามีเวลามากขึ้นจากเดิมที่ถูกบีบรัดด้วยเรื่องของมรดกโลกโดยตลอด

 ต่อข้อถามว่าถ้ามีการชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้น คิดว่าการบริหารสถานการณ์ของรัฐบาลจะยากมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พูดกันตรงๆว่ายากขึ้น แต่ถ้าจะมีการชุมนุมก็ขอให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย เมื่อถามว่าจะมีปัญหาว่าผิดพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวมีบทบัญญัติที่เป็นข้อประกาศอยู่ว่าการชุมนุมต้องไม่มีลักษณะใดบ้าง

 เมื่อ ถามว่าคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร จะเสนอให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาทำงานคู่ขนานกับคณะทำงานของ รัฐบาลที่มาดำเนินการในเรื่องปราสาทพระวิหารตลอด 1 ปีจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคิดว่าคณะกรรมาธิการการต่างประเทศฯ จะทำเองหรือตั้งคณะอนุกรรมาธิการแล้วมีการประสานงานมาก็ได้ เพราะการขอให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในสมัยประชุมนิติบัญญัตินั้น ตนเกรงว่าจะไม่คล่องตัว แต่ยินดี เพราะแนวทางการทำงานของตนที่ผ่านมา จะเห็นว่าถ้ามีคณะกรรมาธิการหรือคณะอนุกรรมาธิการชุดใดสามารถไปศึกษาประเด็น เฉพาะและไม่สามารถผ่านขั้นตอนของรัฐสภาได้ตามปกติ ตนยินดีที่จะประสานให้

 ผู้สื่อข่าวถามถึงการวิพากษ์วิจารณ์ต่อการที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปลงนามรับทราบในเอกสารที่ได้ไปร่วมประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเดินทางไปร่วมประชุมดังกล่าวของนายสุวิทย์ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย ไม่ได้มีการไปทำข้อตกลงอะไร ดังนั้น มติที่ออกมาเป็นมติของคณะกรรมการมรดกโลก ไม่มีเรื่องของข้อตกลงระหว่างไทยกับประเทศใดทั้งสิ้น ส่วนที่มีการไปลงนามนั้น เนื่องจากคณะกรรมการมรดกโลกต้องการทราบว่าที่ไปให้พูดคุยกันนั้น ตกลงแล้วเอกสารตัวไหนที่จะใช้ในการนำเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก เมื่อถามต่อว่าแต่นักวิชาการบางคนกลับเข้าใจเป็นอีกอย่าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ มันเป็นอย่างอื่นไม่ได้หรอกครับ ไปอ่านในตัวเอกสารดูสิครับว่ามันเป็นเรื่องของคณะกรรมการมรดกโลก ”

 เมื่อถามว่ามีการอ้างว่าข้อที่ 4 ของเอกสารที่นายสุวิทย์ไปลงนามเป็นการยอมรับให้มีคณะ กรรมการเข้าไปพัฒนาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กัมพูชารับมติของคณะกรรมการมรดกโลกเมื่อครั้งก่อนหน้านี้เพื่อที่จะเริ่มต้น ในการที่จะตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งเขาก็มีความพยายามตรงนี้ ขณะที่ทางคณะกรรมการมรดกโลกได้สนับสนุนให้ทำเรื่องนี้ต่อ แต่ยังตั้งไม่ได้ เพราะถ้าจะตั้งคณะกรรมการดังกล่าว ต้องมาฟังทางเราด้วย ซึ่งเราจะไม่ยอมให้ตั้งถ้าไม่มีการดำเนินการที่ชัดเจนว่าคำนึงถึงผลประโยชน์ และอธิปไตยของไทย เมื่อถามต่อว่าก่อนที่นายสุวิทย์จะลงนามในเอกสารนี้ ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีก่อนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีการพูดคุยกันตลอด แต่ตนไม่ได้เห็นตัวเอกสาร ซึ่งเนื้อหาของข้อ 4 ของ เอกสารนี้ ถ้าไม่มี เราก็ยิ่งชอบ แต่เท่าที่เป็นอยู่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกระเทือน เพราะเราถือว่ายังไม่มีการพิจารณาและยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการดังกล่าว อีกทั้งไม่มีผลผูกพันให้เรายอมรับคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อการ ปกป้องคุ้มครองและพัฒนาสถานที่ทางประวัติศาสตร์(ไอซีซี) ทั้งนี้ เมื่อกัมพูชาพยายามทำตามมติของเดิมที่คณะกรรมการมรดกโลกให้เขาไปทำ คณะกรรมการมรดกโลกก็รับทราบและสนับสนุนความพยายามตรงนี้

 “การตัดสินใจของรัฐมนตรีสุวิทย์และคณะในสถานการณ์เช่นนั้น ต้องตัดสินใจและชั่งใจอยู่ตลอดว่าระหว่างการที่จะได้มติในลักษณะที่ออกมากับ การที่ปล่อยให้กัมพูชาย้อนกลับไปเสนอร่างข้อมติเดิมที่กรุณาไปอ่านว่าจะมีผล กระทบกระเทือนเสียหายมาก โดยที่เราไม่มีความมั่นใจเลยว่าเสียงข้างมากของคณะกรรมการมรดกโลกจะเป็น อย่างไร มันก็ต้องช่างใจ ขณะนี้สิ่งที่เราไปกลัวจากคณะกรรมการมรดกโลกนั้น ไม่มีอะไรที่เราต้องกลัว เพราะมันได้มีการเลื่อนเวลาไปเป็นปีหน้า ซึ่งเราจะมีเวลาที่จะเตรียมการและวางจุดยืนของเราได้ชัดเจนมากขึ้น มีความพร้อมมากขึ้น ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 ต่อข้อถามว่าการที่มีปัญหาโต้เถียงกันในขณะนี้เป็นเพราะเรื่องของการตีความภาษาที่ไม่ตรงกันใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องของภาษา แต่ต้องไปดูว่ามติตัวใหญ่คือการเลื่อนการพิจารณาแผนของกัมพูชาออกไป ทั้งนี้ ตนขอเรียนต่อภาคประชาชนว่ามาร่วมกันทำงานดีกว่า อย่ากล่าวหากัน เพราะถ้าจะกล่าวหากัน ทุกฝ่ายจะกล่าวหากันได้หมดว่าสิ่งที่ทำอยู่จะสร้างความเสียหายต่อประเทศหรือไม่ อย่างไร เพราะมุมมองต่างกัน ส่วนที่กล่าวอ้างว่าตนกลัวว่าจะเสียหน้านั้น ตนไม่เสียหน้า เพราะบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู)ระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่เกี่ยวอะไรกับหน้าของตน และเรื่องใดที่เป็นประโยชน์ก็ต้องดู

 เมื่อถามว่าการที่พรรคการเมืองใหม่ออกมาเล่นเรื่องนี้มาก เป็นเพราะช่วงนี้มีการเลือกตั้งส.ก. และ ส.ข.หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ทราบ

ปชป.ย้อน"เฉลิม”ทีโออาร์46สมัย“ทักษิณ"ทำไทยเสียเปรียบ

 เมื่อเวลา 14.30 น.นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ระบุว่าการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาหรือเอ็มโอยู ปี 2543 นั้นเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนว่า ยืนยันว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะเอ็มโอยูดังกล่าวไม่มีผลผูกมัดใดๆ แต่ในทางกลับกันส่งผลให้ประเทศกัมพูชาไม่สามารถเสนอแผนบริหารจัดการได้ ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปในปี 2554
 
 อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ คือ การทำทีโออาร์ 2546 ในสมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนหนังสือของที่ปรึกษากษัตริย์ของประเทศกัมพูชาที่ส่งมายังรัฐบาลไทยโดยเสนอให้กรณีปราสาทพระวิหารเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชานั้น ขณะนี้รัฐบาลไทยยังไม่มีหนังสือตอบกลับไป แต่คาดว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี

 ตร.สภ.บึงมะลูพร้อมรับมือม็อบ“วีระ”ทวงคืนพระวิหาร 

 พ.ต.ท.ทิพย์พงษ์    ทิพยเกสร  สารวัตรใหญ่ สภ.บึงมะลู ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์  จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นสถานีตำรวจด่านสุดท้ายก่อนถึงเขาพระวิหาร  กล่าวว่า หลังจากที่ทราบข่าวว่ากลุ่มมวลชนนำโดยนายวีระ   สมความคิด ที่มีกำหนดการเดิมว่าจะเดินทางมาชุมนุมกรณีพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. บนเขาพระวิหารในวันที่ 7 ส.ค.นี้นั้นก็ได้คุยเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นร่วมกับทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่  แต่ล่าสุดทราบว่าได้ยกเลิกกำหนดการดังกล่าวโดยจะนัดชุมนุมกันที่กรุงเทพฯเพียงเท่านั้น  ซึ่งตนเห็นว่าเป็นความคิดที่ดีที่สุดแล้ว  เพราะไม่อยากให้มวลชนต้องมาปะทะกันอีกเหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านๆมา

 พ.ต.ท.ทิพย์พงษ์  กล่าวว่า อยากเสนอให้คุณวีระ ปรับรูปแบบการเคลื่อนมวลชนใหม่หากจะเดินทางมาที่เขาพระวิหาร ขอให้มาทำความเข้าใจกับคนกันทรลักษ์เปลี่ยนให้เป็นวาระของคนทั้งชาติที่จะมาร่วมกันปกป้องอธิปไตยของเรา โดยขอระดมมวลชนในพื้นที่ให้ได้มากที่สุดจากนั้นก็ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนให้คนทั้งโลกเห็นถึงความสามัคคีของคนไทย ไม่ใช่มาแล้วจะดึงดันขึ้นไปบนเขาพระวิหารอย่างเดียวโดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมวลชนที่พามา  เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าจะมีมวลชนในพื้นที่บางส่วนที่ไม่เห็นด้วยออกมาต่อต้านอย่างหนักถึงขั้นใช้กำลังบาดเจ็บกันเป็นจำนวนมากและยังมีคดีกันอยู่นับ 34 คดีที่ต่างฝ่ายก็มาแจ้งความไว้ที่ สภ.บึงมะลู  อีกทั้งยังเป็นภาพที่สะเทือนใจที่ต้องเห็นคนไทยด้วยกันทะเลาะกันเอง

 “หากวันที่ 7 ส.ค.นี้ถ้าคุณวีระยังคิดที่จะพามวลชนเดินทางขึ้นไปบนเขาพระวิหาร ก็ต้องเข้าใจว่าพื้นที่นั้นประกาศเขตกฎอัยการศึก ทหารไม่ยอมให้ขึ้นอยู่แล้ว  และหากไม่ประสานมาทางจังหวัด เพื่อให้สั่งการขอกำลังตำรวจมารักษาความปลอดภัยให้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับมวลชน คุณวีระต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเอง แต่ถ้าประสานมาทางเราก็พร้อมจะรักษาความปลอดภัยให้อย่างเต็มที่ ตามกำลังที่จะสามารถทำได้” สวญ.สภ.บึงมะลู กล่าวด้วยความเป็นห่วง

ผบช.ภ.3เตรียมพร้อมรับการชุมนุมของ"วีระ"

 พล.ต.ท.เดชาวัต รามสมภพ ผบช.ภ.3 ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดเตรียมกำลัง และวางมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อรองรับการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมทวงคืนเขาพระวิหาร ในพื้นที่ จ.ศีสะเกษ และสุรินทร์ นำโดย นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น และภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีเขาพระวิหาร ว่า ขณะนี้ทางการข่าวก็ยังไม่มีการแจ้งความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะเคลื่อนเข้ามาในพื้นที่แต่อย่างใด แต่ก็ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบประจำพื้นที่ให้เตรียมการใช้มาตรการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยให้ผู้ที่เดินทางมาร่วมชุมนุมอยู่ในขอบเขตของกฎหมายกำหนด รวมทั้งให้อยู่ในขอบเขตของฝ่ายทหารที่ประกาศกฎอัยการศึก และในเขตควบคุมพื้นที่พิเศษของทหาร

 ส่วนประชาชนในพื้นที่ขณะนี้ก็ยังคงอาศัยทำมาหากินอยู่ในพื้นที่เดิมอย่างปกติ เนื่องจากส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ทราบข่าว ที่จะมีการเคลื่อนขบวนกลุ่มผู้ชุมนุมขึ้นเขาพระวิหาร ดังนั้นจึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พิพาทซึ่งยังคงเป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก

 ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และสุรินทร์ โดยได้มีการเรียกประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นฝ่ายปกครอง และทหาร ที่มีเขตรับผิดชอบติดกับแนวชายแดน จัดกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจและยังวางมาตรการดูแลชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการเตรียมการแผนประสานกันระหว่าง ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองในการอพยพประชาชนในพื้นที่ด้วย

 สำหรับการดำเนินคดีกับ นายวีระ กรณีถอดถอนหมุดปักเขตแดนโดยพลการ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในการติดตามของพนักงานสอบสวนอยู่ โดยมีการเรียกตัวมาสอบสวนตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้วก็คงจะมีผลสรุปในเร็วๆ นี้

"สัณฐาน"เข้มขู่เอาผิดม็อบทำผิดกฏหมาย

 พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์  ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล  กล่าวถึงการประชุมนายตำรวจระดับผู้บังคับการทุกหน่วยงานในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลว่า  เป็นการวางมาตรการความพร้อมรับมือการชุมนุมทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น  เพื่อให้การปกิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นไปในทิศทางเดียวกันในภาวะที่พื้นที่กรุงเทพมหานครยังคงใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่   ฉะนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายในการดูแลผู้ชุมนุมกลุ่มต่าง ๆ ที่เข้ามาเคลื่อนไหวเรียกร้องอย่างเคร่งครัดด้วย  ต้องดูว่าเรื่องที่มาเรียกร้องนั้นมีการแสดงออกถึงความเป็นคนไทยหรือมีวัตถุประสงค์ใดอื่นแอบแฝงหรือไม่

           "ขอเตือนกลุ่มผุ้ชุมนุมที่กำลังจะมาว่า ทุกท่านต้องอยู่ในกฎหมายจะละเมิดกฎหมายไม่ได้ ต้องดูว่าการกระทำหวังดีต่อชาติหรือไม่  มันขัดกับ พ.ร.ก.หรือไม่  และในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำรวจนครบาล จะต้องมีการดูว่าหากมีการฝ่าฝืนกฎหมายก็คงต้องดำเนินการหมดคงไม่มีการ 2 มาตรฐาน 3 มาตรฐาน  ก็อยากขอเตือนผู้ที่เคลื่อนไหวหลายๆกลุ่มด้วย " ผบช.น.กล่าว

            ต่อข้อถามว่า ผู้ที่ออกมาเรียกร้องมีทั้งปัญหาการตกงานบ้าง  เศรษฐกิจไม่ดีบ้างถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่  พล.ต.ท.สัณฐานกล่าวว่า  ต้องมาดูอีกว่าผู้ออกมาเรียกร้องละเมิดกฎหมายหรือไม่  หรือมาเรื่องปากท้องจริง ๆ เราต้องดูตรงนี้ด้วย   ที่ประชุมวันนี้เป็นการตรวจสอบทั้งหมดว่า กลุ่มไหนบ้างที่มาเรียกร้องจากความเดือดร้อนจริง ๆ  และไม่มีการปิดถนน หรือกระทบกับการจราจร  รวมถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับสถานที่ราชการโดยเฉพาะทำเนียบรัฐบาล  และสัญลักษณ์ของประเทศไทย

              "ตำรวจนครบาลมีหน้าที่โดยตรงก็ต้องมาดูว่า หากมีการกระทำผิดกฎหมายจะละเว้นไม่ได้  ทั้งนี้ รวมถึงทุกกลุ่มที่ออกมาชุมนุม กลุ่มเสื้อแดงก็เช่นกัน มีการชุมนุมต่อเนื่องเรื่อย ๆแล้วมีการให้ร้ายประเทศชาติหรือทำให้เสียหาย  ก็จะมาดูว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเรื่องใดบ้าง ไม่โทษเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อขาว  ดูทุกกลุ่ม  ตนเข้าใจว่าเป็นห่วงประเทศไทยแต่ขอร้องว่าการแสดงออกต้องไม่ผิดกฎหมาย " ผบช.น.กล่าวและว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งในลักษณะการทำงานของตำรวจก็ต้องพิจารณาดูว่าควรดำเนินการกับใคร  ดำเนินการแล้วเรื่องไม่ลุกลามใหญ่โต การทำงานของตำรวจนั้นต้องทำแล้วไม่ให้ประเทศชาติเสียหายยิ่งขึ้น  การชุมนุมไม่ว่าที่ไหนก็ตาม หากผิดกฎหมายตำรวจก็ต้องดำเนินการ จะอยู่ที่การพิจารณาของเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้ชี้แจงข้อข้อกฎหมายในที่ประชุมไปแล้ว  และขอเตือนผุ้ชุมนุมทุกสีเสื้อ   ไม่ว่าขาว เขียว เหลือง  ถ้าผิดตนก็จะต้องดำเนินการทั้งนั้น    

            นอกจากนี้ ผบช.น.ยังกล่าวถึงการเชิญผู้มีประโยชน์ต่อคดีระเบิดมาสอบปากคำให้ข้อมูลว่า ยังมากันไม่หมด วันนี้ก็มาอีก  สองวันที่ผ่านมาเราก็ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมายแต่ยังไม่ได้สรุป  เพราะ ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาการทำงานและวินิจฉัยคำให้การของผู้ให้ข้อมูลแต่ละคนว่า จริงหรือไม่ เพราะว่าตำรวจก็มีข้อมูลเบื้องลึกอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งต้องมาวินิจฉัยคำให้การก่อน ถ้าคำให้การไม่ถูกต้องบิดเบือนไปไม่ถูกต้องก็ต้องสามารถเรียกมาให้การใหม่ได้ ตรงนี้หลายคนก็ให้ความร่วมมือดี