
ศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2553
00เปิดสมัครรับเลือกตั้งชิงเก้าอี้นายก อบจ.นครสวรรค์ แทน "อำนาจ ศิริชัย" ที่ถูกลอบสังหาร น่าแปลกใจที่อยู่ๆ ลูกน้องเก่าของอำนาจกลับมายื่นใบสมัครแข่งกันถึงสองคน คนแรกที่โผล่หน้ามาก่อนใคร คือ "มานพ ศรีพึ้ง" ส.อบจ.เขตอำเภอท่าตะโก เจ้าของค่ายมวย "น.ศรีพึ้ง" ตามมาด้วย "ร.ต.ต.จำเริญ วรทอง" อดีตรองนายก อบจ. ซึ่งทั้งคู่เป็นลูกน้องของอำนาจ เคยทำงานร่วมกันมา โดยมานพยืนยันว่าได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.อบจ.ทั้ง 36 คนให้ลงเลือกตั้ง
00ในขณะที่คู่แข่งอย่าง "ภิญโญ นิโรจน์" อดีต ส.ส. 6 สมัย แห่งถาวรฟาร์ม ที่คราวที่แล้วแพ้ให้แก่อำนาจนั้น ได้เปิดตัวลงสมัครแน่นอน แต่น่าจะไปยื่นใบสมัครวันสุดท้ายตามคำแนะนำของซินแส และจากการแถลงข่าวยืนยันนโยบาย "สานงานต่อ ก่องานใหม่ ไม่ขัดแย้งใคร" อันเป็นการย้ำว่า งานเก่าที่อำนาจทำไว้ก็จะสานต่อให้แล้วเสร็จ และสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น และย้ำชัดไม่ขัดแย้งกับใคร แต่ถ้าภิญโญได้รับเลือกตั้งเข้ามาก็ทำงานยากครับ เพราะไม่มีเสียงในสภาเลยแม้แต่คนเดียว เว้นเสียแต่ว่า สร้างนโยบายบางเรื่องเอาใจ ส.อบจ.ซีกของอำนาจเพื่อดึงมือมาสนับสนุน
00วันก่อนพบกับ "สานันท์ สุพรรณชนะบุรี" นายก อบจ.พัทลุง กำลังขะมักเขม้นอย่างหน้าดำคร่ำเครียดกับการเตรียมการจัดงานใหญ่สองงานในเวลาเดียวกัน ทั้งงานเกษตรแฟร์ และงานปิดทองหลังพระ ซึ่งอบจ.พัทลุงรับเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-30 ส.ค.นี้ ที่ ม.ทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ซึ่งสานันท์บอกว่าเป็นงานที่ตั้งใจจัดให้ดี และสมบูรณ์แบบที่สุด โดยเฉพาะงานปิดทองหลังพระ เพราะเป็นงานเผยแพร่โครงการตามแนวพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ และที่สำคัญอยากเชิญชวนพี่น้องชาวปักษ์ใต้ให้แวะไปเยี่ยมชมโครงการที่มีประโยชน์อย่างนี้ และไปครั้งเดียวได้เที่ยวชมสองงานพร้อมๆ กัน
00เข้าใจเรื่อง "อุปสงค์-อุปทาน" อยู่ แต่สงสัยจริงๆ ว่า ทำไมราคากล้าพันธุ์ยางพาราถึงได้พุ่งกระฉูดเกินเหตุ หลังจากรัฐบาลโดย สกย.มีนโยบายส่งเสริมการปลูกยางพาราเพิ่มอีก 8 แสนไร่ เน้นภาคเหนือ และภาคอีสาน ทำให้ชาวบ้านชาวช่องเตรียมพื้นที่ปลูกยางเพิ่มกันเพียบ ผู้มีฐานะบางคนวิ่งหาซื้อที่ดินกันให้วุ่น เพื่อปลูกยางให้ทันหน้าฝนนี้ แต่เมื่อไปเช็กราคากล้าพันธุ์ยางพารา ถึงกับร้องจ๊าก ราคาพุ่งไปอยู่ที่ต้นละ 35 บาทแล้ว (ไม่รวมค่าขนส่ง) จากเดิมแค่ต้นละ 16 กว่าบาทเอง
00สกย.เองก็ยังงงว่าเป็นไปได้ไง เพราะช่วงนำเข้า ครม.ขออนุมัติโครงการ ขออนุมัติไว้แค่ต้นละ 18 บาทเท่านั้น จนกองทุนฯ ต้องเลื่อนโครงการไปเป็นปีหน้าโน้น และที่สำคัญนอกจากราคาแพงแล้ว กล้าพันธุ์ยางราพายังขาดตลาดอีกต่างหาก...
"นายหัวไทร"



