ข่าว

ล็อก3กลุ่มหลักดับชนวนสิงหาเดือด

ล็อก3กลุ่มหลักดับชนวนสิงหาเดือด

05 ส.ค. 2553

แม้ว่าการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จะมีความเป็นห่วง “กลุ่มก่อการร้าย” ที่เชื่อมโยงกับ “กลุ่มใต้ดิน” เตรียมที่ออกอาละวาดหนักในช่วงเดือน สิงหาคม-กันยายนนี้

 โดยเฉพาะการสร้างสถานการณ์ด้วยการ “ก่อวินาศกรรม” ตามสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของบ้านเมือง รวมถึงสัญลักษณ์ทางด้านการเมืองที่มีแนวโน้ม “ความเสี่ยงสูง” ในช่วงเวลานี้

 รูปแบบการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มก่อการร้าย-กลุ่มใต้ดิน” จะออกมาในรูปแบบการเข้าไป “แอบแฝง” ในแต่ละพื้นที่ ทั้งงานบุญ รวมถึงงานเสวนาที่มีการแสดงความคิดเห็น และในกรุงเทพฯ จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น จึงทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องทำงานอย่างหนัก และต้องระวังเป็นพิเศษ คือในวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของคนไทยทุกคนที่จะมาถึงอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

 จากสายข่าวที่ “รัฐบาล-ศอฉ.” ส่งลงพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบด้วย 3 หน่วยงานหลักคือ 1.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) 2.ตำรวจสันติบาล (บก.ส.) และ 3.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ทั้ง 3 หน่วยงาน รายงานตรงกันว่า “กลุ่มก่อการร้าย-กลุ่มใต้ดิน” เตรียมที่จะก่อเหตุใหญ่ในช่วงวันเวลาดังกล่าว

 ทำให้ ณ เวลานี้ “รัฐบาล-ศอฉ.” จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนงานดูแลรักษาความปลอดภัยทั้งในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล รวมถึงในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะตามสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของบ้านเมือง สถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง บ้านพักบุคคลสำคัญ สถานที่ราชการ รวมถึงการดูแลอารักขาบุคคลสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง

 จุดประสงค์คือ การสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายเพื่อดิสเครดิต “รัฐบาล-ศอฉ.” โดยนำเหตุการณ์ปี 2549 มาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในปัจจุบันนี้  ซึ่งถือเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ดีที่สุด

 ประจวบกับเป็นช่วงที่สภาผู้แทนราษฎร มีการเปิดการประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ซึ่งจะมีการลงมติก่อนปิดการประชุมภายใน 120 วัน หรือ 3 เดือน

 จุดเชื่อมโยงนี้เอง ที่ทำให้ “กลุ่มก่อการร้าย-กลุ่มใต้ดิน” พยายามดำเนินการเป็น “คู่ขนาน” กับซีกฝ่ายค้าน เพื่อดิสเครดิตรัฐบาลเกี่ยวกับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554

 อย่างไรก็ดี ศอฉ. ได้จำแนก "กลุ่มก่อการร้าย-กลุ่มใต้ดิน" ที่แฝงตัวอยู่กับประชาชนเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่รัฐในยามนี้ เป็น 3 กลุ่ม

 1.กลุ่มเสื้อแดง
 2.กลุ่มนายพลอำนาจเก่า
 3.กลุ่มตำรวจ-ทหาร ที่ผิดหวังกับการโยกย้าย

 ใน 2 กลุ่มแรก อาจเรียกได้ว่า ศอฉ. รู้จักดีอยู่แล้วว่า "ใครเป็นใคร" เพียงแต่ประเด็นที่อาจเป็น "ตัวแปรของสถานการณ์" ที่อาจเข้ามาผสม จนทำให้เกิดความวุ่นวายของบ้านเมืองให้มีความหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น คือ "ผลพวงของการโยกย้ายของทหารและตำรวจ"

 “รัฐบาล-ศอฉ. เกรงว่าจะทำให้เกิด “คลื่นใต้น้ำ” ในช่วงเวลานี้ และยิ่งหากโผโยกย้ายนายทหารและตำรวจออกมาเร็วเท่าไหร่ ก็อาจเกิดปัญหามากขึ้นได้ เพราะยังเหลือเวลาอีกเกือบ 2 เดือนเต็ม ซึ่งคนที่อยู่ในตำแหน่งเดิมสามารถมีสิทธิ์มีเสียงที่จะดำเนินการอะไรได้ทั้งหมด หากไม่พอใจอาจทำสิ่งที่ไม่คาดคิดในช่วงสถานการณ์บ้านเมืองต้องการความปรองดองสามัคคี" เจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก ศอฉ. ให้ข้อมูล

 จุดเปราะบางเหล่านี้ ทำให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง สั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะหน่วยข่าวของรัฐบาล ติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

 มีการกำชับนายตำรวจระดับ ผกก. 88 สน. และ ผกก.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคง การดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยพื้นที่ กทม. พร้อมปฏิบัติตามแผน "พิทักษ์เมือง 53" ร่วมกับทหาร 4 เหล่าทัพ  ผู้แทน กทม.และผอ.สำนักงานเขต 50 แห่งใน กทม.

 โดยวางมาตรการคุมเข้มพื้นที่เสี่ยงต่อการวางระเบิด อาทิ ศูนย์การค้า  สถานีขนส่งมวลชนต่างๆ โรงมหรสพ โรงภาพยนตร์ สวนสาธารณะ ถังขยะ ตู้โทรศัพท์ ป้ายรถประจำทาง บ้านพักบุคคลสำคัญ สถานที่ราชการสำคัญต่างๆ และแหล่งพลังงาน อาทิ ปั๊มน้ำมัน สถานีจ่ายไฟฟ้า คลังน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน

 งานแรก กลุ่มก่อการร้าย-กลุ่มใต้ดิน วางระเบิดหน้าห้างบิ๊กซี ต่อมาวางระเบิดหน้าคิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ ต่อจากนั้นเริ่มปฏิบัติการโทรศัพท์ และส่งจดหมายข่มขู่บุคคลสำคัญหรือเจ้าหน้าที่ที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาล และ ศอฉ.

 โดยเฉพาะ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ที่ถูกข่มขู่อย่างหนัก เพราะมีความสำคัญในการพิจารณาทำคดีต่างๆ โดยเฉพาะคดีการก่อการร้าย จึงทำให้ เขา ถูกหมายหัวเป็นเบอร์ 1 ที่กลุ่มก่อการร้ายหรือกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ ต้องการที่จะกำจัด

ทีมข่าวความมั่นคง