ข่าว

"เสียงเงียบ...เงียบเสียง"

"เสียงเงียบ...เงียบเสียง"

05 ส.ค. 2553

หลายวันก่อน ผมเผชิญกับคำถามน่าปวดหัวจากนักข่าวต่างชาติ เป็นคำถามที่ว่าด้วย "พลังเงียบ" ในการเมืองไทย

 คำถามของนักข่าวมีข้อสมมติฐานเบื้องหลังว่า น่าจะมีพลังเงียบในเมืองไทย โดยเฉพาะเชื่อว่าเป็นเสียงข้างมากที่จะมีบทบาททางการเมือง หรืออย่างน้อยเป็นเสียงที่มีความสำคัญในทางการเมือง

 คำตอบที่ผมให้แก่นักข่าวก็คือ ข้อสมมติฐานของเขานั้นอาจจะเป็นข้อสมมติฐานสากลในกรณีที่การเมืองของไทยนั้นเป็น "การเมืองในเวลาปกติ"

 แต่เผอิญสังคมไทยนั้นไม่ได้อยู่ในเวลาปรกติ ดังนั้นเราต้องเข้าใจความไม่ปรกติของไทย กับปรากฏการณ์พลังเงียบอย่างรอบด้านกว่านี้

 สิ่งที่สำคัญก็คือ พลังเงียบนั้นอาจจะมีอยู่หลายแบบ อาทิในการเมืองปรกติก็คือ พลังเงียบที่ไม่มีพลัง (คือไม่สนใจการเมือง) กับพลังเงียบที่มีพลัง คือพวกที่ยังไม่ได้เลือกใครจนกว่านาทีสุดท้าย พวกนี้จะไม่ปรากฏตัวให้เดาได้ง่ายๆ

 พลังเงียบที่มีพลังจะว่าไปแล้วก็มีความเปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากตัวกฎหมายเลือกตั้งเองที่กำหนดโทษผู้ที่ไม่มาออกเสียง ดังนั้นยังไงเขาก็ต้องไปเลือก (ส่วนจะเลือกว่าไม่เลือกใครนั้นก็ทำได้) นอกจากนี้ยังมีเรื่องของโลกอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เกิดพลังเงียบที่เข้าไปมุง หรือเข้าไปมีบทบาททางการเมืองในนั้นแต่อาจไม่ได้ออกมามีบทบาทนอกโลกไซเบอร์

 สำหรับในช่วงเวลาที่ไม่ปรกตินี้ พลังเงียบนั้นอาจจะต้องได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะพลังเงียบอาจหมายถึงการทำให้คนเงียบ (silencing) และไร้พลัง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ภายใต้กฎหมายที่สามารถปกครองด้วยข้อยกเว้น จากหลักการประชาธิปไตย (ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทำอะไรก็ได้ แต่หมายถึงต้องมีหลักประกันในการดำเนินคดีที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะกับฝ่ายที่ถูกกล่าวหา)

 และอาจเป็นไปได้ว่า พลังเงียบที่เป็นเสียงข้างมาก (ที่ฝรั่งเรียกว่า silent majority) นั้นอาจเป็นเสียงข้างมากที่ถูกทำให้เงียบก็เป็นไปได้ ซึ่งแตกต่างจากเสียงข้างมากที่เลือกที่จะเงียบเอง

 เมื่อคนจำนวนมากถูกทำให้เงียบ ในแง่ของสื่อที่ถูกปิดกั้น (แทนที่จะเลือกทางเลือกในการฟ้องร้องดำเนินคดี) และการจับกุมและจำกัดเสรีภาพของผู้ต้องสงสัย โดยไม่ได้ใช้กระบวนการยุติธรรมปรกติ ปรากฏการณ์ที่จะตามมาก็คือการเมืองเรื่องความกลัวที่สลับซับซ้อนนั่นเอง

 การเมืองเรื่องความกลัวนั้นเป็นเสมือนปีศาจที่เติบโตและมีชีวิตเป็นของตัวเอง ในเบื้องต้น เราอาจรู้สึกว่าการใช้กฎหมายเพื่อกดคนให้เกรงกลัวนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก เพราะเรามีอำนาจในการออกกฎหมาย

 แต่ปีศาจความกลัวได้กลับมาหลอกหลอนบรรดาผู้ที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจในท้ายที่สุด เพราะเมื่อใช้ความกลัวจัดการคนอื่นให้เงียบ คนเหล่านี้ก็อยากรู้ว่าพวกที่ถูกทำให้เงียบนั้นคิดอย่างไร และเป็นใคร

 เมื่อไม่รู้ก็กลัว แล้วก็คาดว่าจะเอาหน่วยงานหรือโครงสร้างใหม่ๆ ลงมาจัดการอีก ในทางหนึ่งก็ต้องการจัดการและกดบังคับ แต่ในอีกทางหนึ่งก็ต้องการความรักความภักดีต่อระบบการเมืองจากคนเหล่านี้อย่างจริงใจ

 เมื่อการหลอกหลอนเป็นเช่นนี้ คำถามเร่งด่วนจึงอาจไม่ใช่ผลของพลังเงียบต่อระบบการเมือง แต่อาจหมายถึงเรื่องที่ว่าพลังเงียบนั้นจะยังยอมรับโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่ได้แค่ไหน และจะมีปฏิบัติการอย่างไรที่เป็นที่สังเกตได้ และ/หรือไม่เป็นที่สังเกต

 เรื่องจึงย้อนกลับมาที่ว่า สุดท้ายแล้วฝ่ายที่คุมอำนาจเองก็พยายามจะยกเลิกโครงครอบที่ทำให้ความเงียบหายไป แต่กระนั้นก็ตาม พวกเขาก็ยังหวั่นใจว่า เสียงที่ออกมาจากความเงียบ ทั้งที่เงียบเองและที่ถูกทำให้เงียบนั้นจะเป็นอย่างไร

 หุหุ คราวนี้ไม่รู้ว่าใครเงียบกันแน่ครับผม