
หนทางแห่งการมีชีวิตอยู่
ว่ากันว่าตอนนี้มีเสียงบ่นระงมจากตำรวจนักสืบสวนในนครบาลค่อนข้างหนาหู
ไม่ใช่เรื่องอื่นไกลหรอกก็คดีระเบิดรายวันที่ตูมที่นั่นทีที่นี่ที
พอระเบิดทีก็ต้องวิ่งรอกไปตรวจสอบ ไปหาพยานบุคคล เสาะหาข้อมูลมือระเบิดเป็นระวิง จนไม่เป็นอันทำคดีอื่นๆ ในพื้นที่กันแล้ว
เรื่องเหนื่อยนั้นเห็นว่ายังพอทำเนาไม่เท่ากับเรื่องหนักอกหนักใจ สืบยังไงทำยังไงก็ไม่เข้าใกล้มือระเบิดได้สักที
เหมือนคนร้ายเป็นปีศาจที่ยื่นมือที่มองไม่เห็นมาก่อเหตุได้ตามอำเภอใจ !?!
ช่วงนี้เราๆ ท่านๆ นอกจากจะได้ยินเสียงระเบิดแล้วก็อาจจะต้องทำใจรับฟังข่าวเศร้า เกิดเหตุปล้นจี้ที่นั่นที่นี่ ลักทรัพย์มั่ง วิ่งราวทรัพย์กันมั่งก็ต้องเข้าใจว่าตำรวจเขามีงานมากจริงๆ
คดีหลักไม่คืบหน้าแถมคดีปากท้องยังเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ไม่เหนื่อยไม่หนักใจก็ไม่รู้จะทำยังไงกันแล้ว
โดยเฉพาะเหตุระเบิดช่วงหลังๆ มานี้กลุ่มผู้ไม่หวังดีเริ่มเล็งเป้าไปที่ชีวิตผู้คนเป็นหลัก
ฉะนั้น คนหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเราก็ต้องหาทางเอาตัวรอดให้ดี ทางไหนเลี่ยงได้เลี่ยง หลบได้หลบ อย่างที่ชาวบ้านมักพูดกัน "ระเบิด-ลูกปืนไม่มีตา ไม่เข้าใครออกใคร"
หลายคนมีวิธีหลีกเลี่ยงไม่นำพาตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดเสี่ยง แต่หลายคนเลี่ยงไม่ได้จำต้องเผชิญหน้าก็ต้องมีสติพอที่จะเอาตัวรอด
วิธีง่ายๆ ที่ผมอยากจะย้ำให้ทุกคนมั่นใจว่าเข้าใจถูกต้อง คือ รูปแบบของการวางระเบิดแสวงเครื่องที่ผ่านมาจะสังเกตได้ว่า มักจะซุกซ่อนไว้ในถุงดำหรือไม่ก็กล่องกระดาษ ส่วนจุดที่นำไปวางไว้ก็มักเป็นถังขยะและอยู่ตามแหล่งชุมชน
จำเอาไว้อย่างว่า "อะไรที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร ไม่ใช่ของเรา" ขอให้อยู่ห่างๆ เข้าไว้ ถ้าเกิดความสงสัยก็แจ้งตำรวจมาตรวจสอบได้
ผมเคยพูดเรื่องนี้หลายครั้งและอยากจะย้ำพูดอีก เผื่อหลายคนจะเข้าใจว่าประชาธิปไตยที่ได้มาข้ามคืนคือความสงบสุข และเป็นการปลดเปลื้องพันธนาการสรรพสี จะได้ฉุกคิดกันใหม่
ประเทศไทยจะยังไม่หลุดพ้นจากเรื่องเลวร้ายทางการเมืองอย่างที่เราคิดฝันกันเอาไว้ในเร็ววัน
ส่วนตำรวจไทยก็ยังจะต้องวิ่งไล่ตามเงากันต่อไป ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล งานหนักก็คงต้องตกอยู่ประชาชนในฐานะ "เบี้ย" บนกระดาน
คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราแล้วว่าจะ "เลือกเดินเอง" หรือว่าจะให้คนอื่น "จับจูง" เดินอย่างที่เขาต้องการ !?!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



