
"มาร์ค"แจงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจโต10%
นายก"อภิสิทธิ์" เผย ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจโต 10% ชี้อาฟต้ามีส่วนทำให้อาเซียนเป็นตลาดที่น่าสนใจ
(4ส.ค.) เวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน “DFT 68 ปี สู่ความเป็นเลิศเปิดแนวรุกบุกตลาด AFTA ”ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์บอลรูม อาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งจัดโดยกรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ก่อนเข้าร่วมงานนายกฯได้ชมบูธต่างๆที่มาจัดแสดง พร้อมกับได้ร่วมกับนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ และนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดตัวสัญลักษณ์ใหม่ของกรมการค้าระหว่างประเทศด้วย
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งในหัวข้อ “เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยก้าวไกลไปกับ AFTA” ว่า อาฟต้าเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่ก้าวไปด้วยความเชื่อในศักยภาพที่มีความพร้อม ทำให้การขยายตัวและการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นไปอย่งมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้มีหลายเหตุผลที่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะขับเคลื่อนโดยใช้ศักยภาพของอาฟต้า ประการแรกเศรษฐกิจไทยปีนี้นับตั้งแต่ต้นปีแม้เผชิญกับภาวะวิกฤติทางการเมืองแต่ก็เป็นที่รับทราบทั่วโลกว่าการฟื้นตัวของไทยบอกถึงความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย โดยตัวเลขในช่วงไตรมาสแรกออกมาเศรษฐกิจเติบโตถึงร้อยละ 12 และครึ่งปีแรกตัวเลขน่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 10 ซึ่งเป็นตัวเลขสูงมาก และที่สำคัญการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ได้รับแรงส่งจากการส่งอออก และฟื้นตัวของภาคบริการของไทยได้รับความไว้ใจจากผู้บริโภคทั่วโลกทำให้การขยายตัวอยู่ในระดับที่สูงทั้งมูลค่าและอัตราการขยายตัว นอกจากนี้ทั้งแง่ของสินค้าเกษตรและอุตสหากรรมนั้นตัวเลขของการเติบโตก็บอกถึงศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่มีความเชื่อมั่นได้
นายกฯ กล่าวอีกว่า ประการที่สอง เหตุที่ผลที่ต้องเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย เมื่อมองถึงเรื่องความเกี่ยวพันทางอาฟต้าจะเห็นว่าอาเซียนเป็นตลาดอันดับหนึ่งที่เป็นไปตามแนวทาง นอกจากนั้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิของอาฟต้าก็พบว่าเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ฉะนั้นเป็นตัวที่บอกถึงความสัมพันธ์และการเติบโตของอาฟต้าในการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
นายกฯ กล่าวว่า แน้วโน้มที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไม่ได้มีบทบาทให้ได้รับการพัฒนาเพราะรัฐบาลตระหนักว่ามีความจำเป็นที่การขับเคลื่อนของอาฟต้าอย่างเต็มที่ต้องได้รับการดูแล โดยสิ่งที่รัฐบาลมีบทบาทนั้นมี 3 เรื่องหลัก คือ 1.ในภาะที่ประชาชนยังมีความกังวลจากผลกระทบเรื่องของการค้าเสรีจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มแข็งในการดูแล และจะต้องดูแลปัญหาแทรกซ้อน เช่นผลกระทบต่อผลผลิตในประเทศและการค้าเสรีที่เข้ามา รวมทั้งการแอบอ้างแหล่งที่มาของสินค้าด้วย จะเห็นว่ารัฐบาลเตรียมการรับมือเรื่องนี้และได้มีการนำเสนอกฎระเบียบรองรับเรื่องนี้ นอกจากนี้มีการเปิดศูนย์บริการและฮอทไลน์เพื่อรับฟังสอบและตอบปัญหาจากการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงด้วย
2.นอกจากการลดอัตราภาษีแล้ว การส่งเสริมการค้าการลงทุนต้องส่งเสริมความเชื่อมโยงซึ่งรัฐบาลมีการดำเนินการที่เป็นส่วนหนึ่งของไทยเข้มแข็งคือการขนส่งระบบราง พร้อมกันนี้ยังมีการส่งเสริมการอำนวยความสะดวกตามแนวชายแดนมีการปรับปรุงการค้าชายแดน ไม่ให้ปัญหาของเพื่อนบ้านมากระทบการค้าชายแดน และ 3.การขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศนั้นไม่ได้อยู่ที่รัฐแต่ที่อยู่ภาคเอกชน เพราะเอกชนสามารถทำให้ประเทศมีรายได้ ซึ่งการดำเนินการเรื่องนี้จะมีการทำในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานของรัฐและเอกชนสอดคล้องกัน
“ผมขอยืนยันว่ารัฐบาลเตรียมการล่วงหน้าในการออกมาตรการที่มีความจำเป็น และเรียนย้ำว่าจากวิกฤติเศรษฐกิจรอบที่ผ่านมาคิดว่าทั่วโลกได้เห็นแล้วว่าภูมิภาคเอเชียนี้มีศักยภาพสูงมาก โลกทั้งโลกหันมาดูและต้องการเชื่อมโยงกับเอเชียมากขึ้น ดังนั้นการก้าวขึ้นเป็นประชาคมอาเซียนอีกห้าปีข้างหน้าจะทำให้ศักยภาพเอเชียสูงขึ้น และการบรรลุข้อตกลงจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยและอาเซียน หวังว่าไทยจะก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจโดยมีการดูแลครบถ้วนมีประสิทธิภาพ” นายกฯ กล่าว



