
สุขุมพันธ์ยันทำเอ็มโอยูไทยได้ประโยชน์
สุขุมพันธ์ ร่อนแถลงการณ์ยันทำเอ็มโอยูไทยได้ประโยชน์ อ้าง รบ.ทักษิณ ยังใช้ประโยชน์จากสัญญาฉบับนี้ โวยถ้าไม่ดีถูกยกเลิกไปแล้ว
(4ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่า กทม. ในฐานะอดีต รมช.ต่างประเทศ ได้ส่งแถลงการณ์เรื่องบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา ฉบับวันที่ 14 มิ.ย. 2543 ผ่านส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เผยแพร่ต่อสื่อมวลชน โดยแถลงการณ์มีเนื้อหาสรุปได้ว่า หลายวันที่ผ่านมาได้เกิดความสับสนเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนทางบก จึงต้องชี้แจงข้อเท็จจริง โดยที่มาของเอ็มโอยูดังกล่าวรัฐบาลทั้งสองประเทศมีเจตนาตรงกันที่จะส่งเสริมความสัมพันธไมตรีอันดี จึงจำเป็นต้องจัดทำหลักเขตแดนทางบกให้ถูกต้อง หลังจากสูญหายไปกว่า 100 ปี หลังคณะปักปันเขตแดนร่วมกรุงสยามและประเทศฝรั่งเศสจัดทำขึ้นมาโดยเฉพาะได้ถูกทำลายในช่วงเกิดสงครามในกัมพูชา ซึ่งการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนเป็นเรื่องสลับซับซ้อนวิธีดำเนินการดีที่สุดคือการจัดทำหนังสือสัญญา เพื่อใช้เป็นกรอบอ้างอิง ซึ่งหนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นข้อผูกมัดในเรื่องวิธีการดำเนินการเท่านั้น ไม่ได้เป็นข้อผูกมัดถึงผลของการดำเนินการ และไทยได้ทำกับมาเลเซียและลาวมาแล้วก่อนหน้านี้
แถลงการณ์ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ระบุอีกว่า เอ็มโอยูดังกล่าวมีสาระสำคัญคือการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม(เจบีซี) เพื่อรับผิดชอบการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน โดยมีข้อตกลงจากทั้ง 2 ฝ่ายว่าระหว่างการสำรวจต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดในสภาพแวดล้อมของบริเวณพื้นที่เขตแดน ส่วนใครได้ใครเสียจากเอ็มโอยูนั้น คิดว่าทั้งสองเป็นฝ่ายได้ เพราะการยอมรับอนุสัญญาปีค.ศ 1904 และสนธิสัญญาปีค.ศ. 1907 เป็นเอกสารพื้นฐานสำหรับดำเนินงานเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ มิได้ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียหาย
การยอมรับแผนที่ทั้งหลาย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการปักปันเขตแดนโดยคณะกรรมาธิการปักปันเขตแดนร่วมอินโดจีน-สยาม เป็นเพียงองค์ประกอบของการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตเท่านั้น หากแผนที่ฉบับใดฉบับหนึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในการวินิจฉัยกรณีปราสาทพระวิหารปี พ.ศ. 2005 ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาหาข้อยุติได้ หรือหากสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อยุติได้ สามารถชะลอการพิจารณาไปก่อนได้ เพราะไม่สามารถไปบังคับให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมตามที่ตนต้องการได้
ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ยังได้ชี้แจงว่า อาจกล่าวได้ว่าในมาตรา 5 ของเอ็มโอยู เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไทยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเป็นกรอบสำคัญในการบริหารจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เห็นได้จากรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร สมัยนั้นได้จัดประชุมเจบีซีถึง 3 ครั้ง มีนายประชา คุณะเกษม เป็นหัวหน้าคณะ ช่วงที่เกิดข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร กระทรวงการต่างประเทศได้ใช้เอ็มโอยูฉบับนี้เป็นเอกสารอ้างอิงในการทักท้วงทุกครั้ง ซึ่งเอ็มโอยูดังกล่าวยังไม่มีรัฐบาลของฝ่ายใดมองว่าทำให้ประเทศตนเองเสียเปรียบ หากสร้างความเสียหายจริงคงมีการวิพากษ์วิจารณ์หรืออาจมีการแก้ไขเนื้อหาไปแล้ว และผลสรุปของเจบีซีไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะต้องได้รับความเห็นชอบ โดย ครม.และรัฐสภาอีก ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าเอ็มโอยูฉบับนี้เป็นเครื่องประกันไม่ให้ไทยสูญเสียดินแดนในพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิอธิปไตยทับซ้อน



