
ทลายธุรกิจ "กงสี" แก๊งลักรถ
คำประกาศก้อง "จะขุดรากถอนโคนแก๊งโจรกรรมชำแหละอะไหล่รถขายในเขต บช.ภ.2 ให้สิ้นซาก" ดูจะเป็นจริงขึ้นมาบ้าง เมื่อ พล.ต.ต.สุวิระ ทรงเมตตา รอง ผบช.ภ.2 ออกโรงกวดขันอย่างเอาจริงเอาจัง ติดตามแกะรอยแก๊งลักรถเมืองแปดริ้วชนิดถึงพริกถึงขิง จนทลายเครือข่ายโจรที่ทำกันเ
ไล่เรียงกันตั้งแต่โจรตัวพ่อยันขุนโจรตัวลูก เมีย พี่เมีย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนใกล้ชิดในกลุ่มเครือญาติและสมัครพรรคพวก ที่รวมหัวกันตั้งแก๊งโจรกรรมรายใหญ่สุดใน จ.ฉะเชิงเทรา ออกอาละวาดลักขโมยรถในเขตภาคกลาง ตะวันออก ไปจรดชายแดนใต้ หากไม่นับรวมความเสียหายทางวัตถุแล้ว บรรดาเจ้าของรถที่ต้องผ่อนชำระค่างวดแบบลมๆ แล้งๆ หรือผ่อนเล่มเปล่าๆ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 120 ล้านบาท
หัวหน้าแก๊งสุดแสบ คือ "ต๋อง ปิ่นทอง" วัย 29 ปี ที่สั่งสมวิชาโจรมาจากอู่ซ่อมรถแถวหาดใหญ่ จ.สงขลา มีบุตรชายเจ้าของอู่เป็นคนแนะนำพร่ำสอนถึงสารพัดวิธีทำมาหากินในหนทางสายโจร จากนั้นปี 2549 เมื่อวิชาเพิ่มพูนแก่กล้าจึงกลับมาตั้งแก๊งลักรถที่แปดริ้ว โดยร่วมกับ "คมสันต์ เรืองรักษา" วัย 28 ปี พี่ชายของ "มิ่งขวัญ เรืองรักษา" ผู้เป็นภรรยาวัย 26 ปี ชาวคลองนครเนื่องเขต จ.ฉะเชิงเทรา
นอกจากนี้ ยังชักชวนเพื่อนฝูงที่สนิทชิดเชื้ออย่าง "ประภรณ์ ปู่เปี่ยมช้าง" วัย 28 ปี "แสงพร้าว สมาพวก" วัย 39 ปี และ "บังดุล" คนหาดใหญ่ เพื่อนรุ่นพี่ที่คุ้นเคยกันดีสมัยเมื่อครั้งยังทำงานด้วยกันในอู่ซ่อมรถ เข้ามาอยู่ร่วมในขบวนการโจรกรรมรถเต็มรูปแบบ
สำหรับวิธีการโจรกรรมรถของแก๊งนี้มีจุดเริ่มต้นอยู่ใกล้ถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใบสั่งซื้อหรือออเดอร์รถจะส่งตรงมาถึงมือต๋อง เลือกเอาแต่รถกระบะรุ่นยอดนิยมอย่าง "อีซูซุ ดีแมคซ์" เพื่อนำไปสวมซากในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะที่ จ.ยะลา เป็นแหล่งรับซื้อของโจรรายใหญ่ ส่วนที่เหลือจะส่งไปขายตามใบสั่งจากอู่ซ่อมรถและร้านจำหน่ายอะไหล่รถมือสองในเขต อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สนนราคาซื้อขายทำเอาเจ้าของที่รู้ถึงกับน้ำตาร่วง แค่คันละ 6-7 หมื่นบาทเท่านั้น
เมื่อได้ใบสั่งเรียบร้อยแล้ว ต๋องจะกระจายงานให้ลูกทีมออกตระเวนหารถเป้าหมาย โดยเน้นไปตามร้านอาหาร หอพัก และอาคารที่อยู่อาศัย เนื่องจากสถานที่เหล่านี้เป็นสิ่งการันตีได้ดีว่า เจ้าของจะจอดรถทิ้งไว้อย่างน้อยก็เกินกว่า 10-15 นาที ซึ่งเพียงพอแล้วสำหรับการลงมือโจรกรรมรถกระบะสักคัน ?!!
หน้าที่ตระเวนหารถและเฝ้าสังเกตดูความเคลื่อนไหวรอเจ้าของรถเผลอนี้ตกเป็นของ "แสงพร้าว" กับ "บังดุล" เมื่อต้องตาต้องใจรถคันไหนเป็นพิเศษแล้ว ทั้งสองจะติดตามไปรอจนเจ้าของนำรถไปจอดแล้วก้าวเท้าลงจากรถ วินาทีนั้นทั้งสองจะเริ่มจับเวลาดูว่า เจ้าของรถทิ้งรถไว้นานแค่ไหน ถ้าเกินกว่า 5 นาทีหรือพอจะคาดเดาได้ว่า น่าจะจอดทิ้งไว้เป็นเวลานานๆ เช่น เข้าไปในร้านอาหารก็จะเริ่มลงมือสะเดาะกุญแจประตูด้วยความชำนาญ
ว่ากันว่าความเชี่ยวชาญของแก๊งนี้ใช้เวลาต่ำสุดไม่เกิน 10 วินาทีก็สามารถเปิดล็อกประตูได้แล้ว เสียเวลาต่อสายตรงอีกเล็กน้อยก็นำรถออกไปได้ ปฏิบัติการตั้งแต่เริ่มต้นจนจบเกิดขึ้นภายในเวลาแค่ 5 นาทีเท่านั้น !
อย่างไรก็ดีมีข้อเท็จจริงที่เจ้าของรถควรรับฟังไว้ให้ขึ้นใจ คือ ถ้าปลดล็อกเปิดประตูรถคันไหนได้แล้วเห็นว่า มีบรรดาสรรพล็อกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นล็อกเบรก ล็อกคลัทซ์ ล็อกพวงมาลัย ฯลฯ โจรร้ายจะผละไปไม่ยอมเสียเวลายุ่งยากกับอุปกรณ์เหล่านี้
ส่วนรถที่ติดตั้งสัญญาณกันขโมยไม่ต้องพูดถึง ต๋องหัวหน้าแก๊งถึงกับส่ายหน้าปฏิเสธไม่สนใจไยดีเหมือนคนหมดรักกันยังไงยังงั้น ?!!
"รถคันไหนที่มีล็อกต่างๆ มิจฉาชีพแก๊งนี้จะปิดประตูรถไว้อย่างดีตามเดิม ด้วยความแยบยลของพวกนี้ เจ้าของรถแทบจะไม่รู้ตัวเลยว่ารถของเขาเคยมีใครแอบเปิดประตูเข้ามาหมายจะลักแล้วด้วยซ้ำ" หนึ่งในชุดสืบสวนจับกุมกล่าว
หากข้อเท็จจริงข้างต้นจะช่วยให้เจ้าของรถพอเบาใจได้บ้าง ทว่าข้อเท็จจริงอีกข้ออาจกระตุ้นให้เจ้าของรถไม่ควรประมาทเลินเล่อ แม้แต่ในที่จอดโปร่งโล่งกลางแจ้งก็ใช่ว่าจะปลอดภัย ?!!
กลเม็ดเด็ดพรายของโจรแก๊งนี้แตกต่างจากแก๊งทั่วไปตรงที่ มักจะเลือกลงมือในสถานที่อันเปิดเผย ในเวลาที่ผู้คนยังเดินพลุกพล่าน เพื่ออำพรางไม่ให้ผู้คนเกิดความสงสัย ใช้ความสับสนวุ่นวายของสิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นกำบัง และใช้วัฒนธรรมคนเมืองที่ไม่ยุ่งสุงสิงกับคนรอบข้าง เหมือนชิงชังรังเกียจอย่างเปิดเผย...เป็นเกราะคุ้มกันภัย
รถที่ได้มาจะถูกส่งไปที่แหล่งทำกุญแจในเมืองสมุทรสาคร โดยฝีมือ "ติ ปิ่นทอง" วัย 56 ปี พ่อบังเกิดเกล้าของต๋องจะทำหน้าที่ทำกุญแจชุดใหม่ให้ชนิดไร้ตำหนิ ส่วน "มิ่งขวัญ" ภรรยาของต๋องทำหน้าที่เป็นเสมียนทำบัญชีให้สำนักโจร คอยเช็กสต็อกรับรถเข้า-ออก ก่อนจะส่งไปให้ลูกค้า และทำหน้าที่ควบคุมระบบการเงินให้ขบวนการนี้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
จากอู่มหาชัยรถโจรกรรมจะถูกส่งไปให้ลูกค้าที่จังหวัดชายแดนใต้ หน้าที่นี้ตกเป็นของ "คมสันต์" กับ "ประภรณ์" สองหนุ่มที่รู้เส้นทางหนีทีไล่เป็นอย่างดี ลัดเลาะหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่ไปได้ทุกครั้ง กระทั่งทั้งหมดมาจนมุมตำรวจ สภ.แสนภูดาษ จ.ฉะเชิงเทรา ทำให้ตำรวจและสังคมได้รับรู้กระบวนการโจรกรรมและส่งมอบสินค้าของแก๊งนี้
จากการตรวจสอบประวัติพบว่า แก๊งของต๋องเคยก่อเหตุในพื้นที่ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา 6 คัน สภ.แสนภูดาษ 3 คัน สภ.บ้านโพธิ์ 1 คัน สภ.บางน้ำเปรี้ยว 1 คัน สภ.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ 2 คัน สภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี 1 คัน สภ.คลองห้า จ.ปทุมธานี 1 คัน ในเขตกรุงเทพฯ สน.หนองจอก 1 คัน สน.มีนบุรี 1 คัน สน.จรเข้น้อย 2 คัน สน.ลาดกระบัง 1 คัน สน.ฉลองกรุง 2 คัน รวม 21 คดี
ส่วนตัวต๋องเคยถูกตำรวจ สภ.บางเลน จ.นครปฐม และ สภ.สะเดา จ.สงขลา จับกุมในข้อหาลักรถและได้หลบหนีในชั้นศาล 2 ครั้ง !?!



