
เขาพระวิหารวันนี้และปีหน้า
การที่คณะกรรมการมรดกโลก ของยูเนสโก มีมติให้เลื่อนการพิจารณาคำขอของกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกไปอีกหนึ่งปีนั้น คงทำให้คนไทยถอนใจกันเฮือกใหญ่ แต่เคยถามตัวเองไหมครับว่า
เราจะใช้เวลาหนึ่งปีต่อไปนี้ในการเตรียมการต่อกรกับกัมพูชาอย่างไร หรือจะเอ้อระเหยลอยชายไปเรื่อยๆ พอถึงการประชุมปีหน้าค่อยคิดกันใหม่ อาจจะเล่นมุกเดิมด้วยการสร้างกระแสชาตินิยม ปฏิเสธไม่ยอมรับการประกาศของคณะกรรมการมรดกโลก ขู่จะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกมรดกโลก ตัวจากการเป็นสมาชิกับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปในการมการต่อกรกับกัมพุ๙ษฮญ๋ษ."หรือระดมสรรพกำลังถล่มเขมร แต่ผมคิดว่าเราน่าจะใช้เวลานับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปในการตั้งสติ และเตรียมปัญญา เพื่อทำการบ้านเรื่องนี้แต่เนิ่นๆ
ถ้าคิดจะรบกับกัมพูชา หรือใช้กำลังเข้ายึดเขาพระวิหาร ซึ่งอาจได้ผลทางด้านจิตวิทยากับพี่น้องประชาชนคนไทย ผมก็อยากจะย้อนเล่าบันทึกของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเล่าไว้ว่า เมื่อตอนที่ศาลโลกตัดสินให้เขาพระวิหารเป็นของเขมรนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของไทยในสมัยนั้นคิดที่จะตอบโต้ด้วยการยึดดินแดนเขมรบางส่วน โดยมีคำสั่งลับให้นาวิกโยธินตรึงกำลังที่ จ.ตราด และจันทบุรี เพื่อเตรียมบุกเขมรทางด้าน จ.ไพลิน และให้ทหารบกเตรียมกำลังพลเพื่อบุกเข้าทางจังหวัดพระตะบอง ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดอยู่เป็นเวลานานถึง 3 เดือน ก่อนที่จะมี “อะไรบางอย่าง” ทำให้จอมพลสฤษดิ์สั่งยกเลิกแผนการนี้ ผมไม่ทราบว่า “อะไรบางอย่าง” นั้น คืออะไร? แต่ก็สามารถทำให้ผู้นำในยุค “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว” เปลี่ยนใจกลับลำได้กลางคัน สำหรับในยุคปัจจุบันที่ไม่ค่อยมีใครกล้ารับผิดชอบอะไรเท่าไหร่ หากเกิดเหตุการณ์ในทำนองนั้นขึ้น แล้วจะจบลงอย่างไร ผมไม่อยากที่จะคาดเดาหรอกครับ
ผมเชื่อว่าระยะเวลาหนึ่งปีต่อไปนี้ กัมพูชาคงไม่ลดละความคิดในเรื่องการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก และคงจะหาทางกำจัดจุดอ่อนต่างๆ ที่มีอยู่ กับแสวงหาหลักฐานหรือเอกสารเพิ่มเติมเพื่ออ้างสิทธิของตน รวมทั้งดำเนินการล็อบบี้กับประเทศต่างๆ เพื่อขอความสนับสนุนอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับเมื่อตอนที่ศาลโลกพิจารณาคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505
สิ่งหนึ่งซึ่งเราคงต้องยอมรับความจริงก็คือ เขาพระวิหารนั้นเป็นมรดกร่วมกันของไทยและกัมพูชามาเป็นเวลานานแล้ว อย่างน้อยก็ก่อนที่จักรวรรดินิยมฝรั่งเศสจะเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้ และควรจะเป็นสมบัติของคนทั้งสองแผ่นดินได้ชื่นชมร่วมกันต่อไป การแก้ไขปัญหาด้วยความรู้สึกว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูนั้น เป็นการเพิ่มพูนปัญหามากกว่าการมองกันด้วยสายตาที่เป็นมิตร และการที่ปราสาทพระวิหารจะเป็นชนวนนำไปสู่กรณีพิพาทนั้น ก็ไม่ได้ก่อประโยชน์อันใดต่อทั้งไทยและกัมพูชาเลยแม้แต่น้อย
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเราจะต้องปกป้องดินแดนของเรา และไม่ยอมสูญเสียพื้นที่ประเทศไทยไปเป็นอันขาด แต่จะดีกว่านี้หรือไม่ ถ้าจะหาทางให้ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็ได้ประโยชน์จากปราสาทพระวิหาร โดยไม่มีใครเสียอะไร เป็นเกมที่มีแต่ผู้ชนะโดยไม่มีผู้แพ้ หรือผู้ได้เปรียบเสียเปรียบ โดยเฉพาะเมื่อมองไปข้างหน้าถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ไร้พรมแดน และธุรกิจการค้าตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศที่จะเติบโตตามไปด้วย
ระยะเวลาอีกหนึ่งปีข้างหน้าก่อนจะถึงการประชุมเรื่องมรดกโลกครั้งต่อไป น่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์ และหาทางเสริมสร้างมิตรภาพ มากกว่าการคิดถึงเรื่องการเป็นศัตรูคู่อาฆาต และบ่มเพาะความรู้สึกเกลียดชังต่อกันและกัน
คุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าอย่างไรในเรื่องนี้ ?



