
ปลดล็อค83ท่อน้ำเลี้ยงศอฉ.ผวาสิงหาเดือดหวั่นบึ้ม
ศอฉ.ผวาสิงหาเดือด สั่งคุมเข้มป้องวินาศกรรม สุเทพห่วงบึ้ม สั่งเพิ่มกล้องซีซีทีวีทุกแห่ง เปลี่ยนถังขยะเป็นแบบโปร่งใส เพิ่ม 26 จุดตรวจ เน้นพื้นที่เสี่ยง คนพลุกพล่าน โอนคดี บึ้มบิ๊กซี-ซ.รางน้ำให้ดีเอสไอ ชี้บึ้มหวังผลการเมือง ด้าน อนุพงษ์ ลงนามปลดล็อค 83
เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 3 ส.ค.พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะรองโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงผลการประชุมศอฉ.มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะผอ.ศอฉ.เป็นประธานการประชุมว่า ที่ประชุมด้านฝ่ายข่าวรายงานสถานการณ์ต่างๆ ในรอบเดือนสิงหาคมนี้ว่า จะมีการรวมตัวกันในบางพื้นที่ และจัดกิจกรรมเพิ่มมากขึ้นจากหลายกลุ่ม เช่น ทำบุญ เสวนา รวมถึงกลุ่มในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และในกรุงเทพฯ จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น จึงต้องระวังเป็นพิเศษ ดังนั้นสิ่งที่ควรระวังคือการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ต่างๆ และต้องเน้นการป้องกันการก่อวินาศกรรมเป็นหลัก เพราะตลอดเดือนสิงหาคมจะมีงานพระราชพิธีที่สำคัญ จึงต้องเน้นดูแลรักษาความสงบเป็นพิเศษ
“ในที่ประชุม นายสุเทพแสดงความเป็นห่วงว่าจะช่วยกันดูแลพื้นที่ต่างๆอย่างไร เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ก่อความวุ่นวาย ซึ่งทางตำรวจสรุปว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 2 คดีหลัง มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นการสร้างสถานการณ์ นอกจากนี้จะมีเพิ่มจุดตรวจ 26 จุด โดยให้สารวัตรทหารร่วมปฎิบัติกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเน้นบริเวณที่มีประชาชนพลุกพล่าน สถานที่ท่องเที่ยว แหล่งชุมชน และเพิ่มเจ้าหน้าที่ตรวจวัตถุระเบิดทั้งตำรวจและทหารลงไปในพื้นที่ล่อแหลม เช่น บริเวณแยกราชประสงค์โดยรอบ แยกลาดพร้าว นอกจากนี้ ศอฉ.เน้นย้ำให้มุ่งเน้นในพื้นที่สำคัญเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ทางราชการเป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือจากบุคคลสำคัญที่ต้องดูแลอยู่แล้ว”พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวและว่า
นอกจากนี้ยังให้มีการประสานกับกรุงเทพมหานครให้มีการปรับเปลี่ยนถังขยะให้มีลักษณะโปร่งใส และเพิ่มรอบการเก็บขยะให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันการก่อเหตุ รวมทั้งเพิ่มกล้องซีซีทีวีในทุกๆ แห่งเพื่อป้องกันเหตุร้าย ทั้งตามร้านสะดวกซื้อ ธนาคาร ปั๊มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า และบ้านเรือนประชาชน รวมทั้งมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความรู้พนักงานเก็บขยะในเรื่องการสังเกตวัตถุต้องสงสัย นอกจากนี้ทางศอฉ.จะมีการเชิญผู้นำชุมชนมาให้ความรู้เพื่อช่วยสอดส่องดูแลด้วย ซึ่งศอฉ.ได้คาดว่าในเดือนสิงหาคม นี้น่าจะมีแนวโน้มจะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ไม่หวังดี เจ้าหน้าที่จึงเพิ่มความเข้มในการปฎิบัติ
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ได้ชี้แจงในที่ประชุมถึงเหตุระเบิดที่ห้างบิ๊กซีราชดำริ และที่ซอยรางน้ำ ซึ่งทั้ง 2 คดีมีความคืบหน้ามาก โดยได้มีการรวบรวมหลักฐานและพยานบุคคล คาดว่า มีความเกี่ยวพันกับคดีก่อนหน้าที่เคยเกิดขึ้น เช่น การวางระเบิดในถังขยะ รูปพรรณสัณฐานของคนก่อเหตุ ยานพาหนะที่ใช้ วัตถุระเบิดที่ใช้มีความคล้ายคลึงกันในหลายคดี ไม่ว่าจะเป็นเหตุเกิดที่แคราย หน้าบ้านบุคคลสำคัญ ถนนประชาชื่น บ้านอดีตประธาน กกต. หรือบริเวณ สน.บางชัน ลุมพีนี ปทุมวัน และ สน.โคกคาม ซึ่งเบื้องต้นเหตุระเบิดทั้งสองจุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สรุปว่า กลุ่มที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มที่ต้องการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง และเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลมากกว่าเรื่องส่วนตัว และมีความเชื่อมโยงกับเหตุการต่างๆก่อนหน้านี้ ซึ่งทั้ง 2 คดีได้ส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เรียบร้อยแล้ว โดยผอ.ศอฉ. ได้สั่งการให้ คุณหญิงพรทิพย์ โรจนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ประสานงานการปฎิบัติและรวบรวมหลักฐานต่างๆเพื่อให้การดำเนินการมีความชัดเจนมากขึ้น โดยอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษได้รับดำเนินการและประสานกันอย่างใกล้ชิด
รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมศอฉ. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เสนอยกเลิกข้อห้ามการทำธุรกรรมการเงินฯ ของผู้อยู่ในข่ายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการเงินแก่ผู้ก่อการร้ายทั้ง 83 ราย โดยให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบสถานการณ์ได้ลงนามในคำสั่งแล้ว โดยทั้ง 83 รายประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่ตรวจสอบแล้วไม่พบอะไร กลุ่มที่ชี้แจงที่มาของเงินไม่ได้ และ กลุ่มที่ชี้แจงไม่ชัดเจน ซึ่งการยกเลิกข้อห้ามดังกล่าว เนื่องจากการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว และไม่ต้องการให้เห็นว่า ศอฉ.ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ ซึ่งทั้ง 83 รายยังคงต้องดำเนินการทำธุรกรรมภายใต้การเฝ้าตรวจจากสถาบันการเงินที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อไป ส่วนผลการตรวจสอบที่ดีเอสไอได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว หากรายใดพบหลักฐานการกระทำผิดก็จะเข้าสู่กระบวนการการดำเนินคดีตามกฎหมาย
“ปณิธาน”รับข่าวกรองเตือนคาร์บอมบ์
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่สำนักข่าวกรองออกมาเตือนให้ระวังคาร์บอมบ์ในย่านธุรกิจสำคัญอย่างสีลมหรือเยาวราชว่า รัฐบาลเฝ้าระวังมาตลอดตั้งแต่เดือนเม.ย และพ.ค. โดยเฉพาะหลังจากที่พบว่ามีการทำระเบิดในรถยนต์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์และซับซ้อน
“ที่มีการรายงานมาก็คือ ครั้งนี้เป็นลักษณะของการใช้ระเบิดสังหารบุคคล ที่ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ในอดีตจะเป็นลักษณะของการข่มขวัญ เป็นการสร้างสถานการณ์ เช่นระเบิดที่ไม่มีสะเก็ดระเบิด และจะเป็นระเบิดที่นำไปไว้ในถังขยะหรือในตู้โทรศัพท์ หรือบริเวณที่ห่างไกลชุมชน แต่ปัจจุบันกลับมีการวางระเบิดที่มีสะเก็ดและวางในที่ชุมชนและต้องการหวังผลสูง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องปรับความเข้มข้นในการดูแลเรื่องเหล่านี้มากขึ้นที่ผ่านมาหลายกรณีที่เป็นการสร้างสถานการณ์ แต่ปัจจุบันชัดเจนว่าเป็นการมุ่งสังหารและทำร้ายประชาชนและยังสามารถเชื่อมโยงอีกหลายกรณี คนที่ก่อเหตุก็ยังเป็นคนที่รู้สถานที่เป็นอย่างดี
ดังนั้นสำนักข่าวกรองจึงเตือนให้มีความระมัดระวังระเบิดอย่างคาร์บอมบ์หรือระเบิดที่มีขีดความสามารถสูงขึ้น เพราะเมื่อเห็นว่าวัตถุประสงค์เปลี่ยนไปจากการข่มขวัญ สร้างสถานการณ์เป็นการสังหารบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เขาก็ต้องพิจารณาแนวโน้มของระเบิดชนิดอื่น ๆ เช่นระเบิดรถยนต์หรือคาร์บอมบ์หรือชนิดอื่น ๆ ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องระมัดระวังในช่วงนี้ใช่หรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า จริง ๆ เราเฝ้าระวังมาระยะหนึ่งแล้ว และได้มีการแจ้งเตือนมาบ้าง แต่เขาไม่สามารถระบุสถานที่ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเราคิดว่าข่าวกรองน่าจะทำงานเชิงรุกได้ ซึ่งแนวทางที่ให้ไว้ก็คือหากจะมีการยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น อย่างเช่นกรณีพื้นที่ราชประสงค์ เราระบุว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวสูง ดังนั้นเจ้าหน้าที่จะต้องตั้งด่านหรือเดินเท้า มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ และไปติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมและไปหาข่าวในบริเวณนั้น และรวมถึงในพื้นที่ราชปรารภ ราชประสงค์ สีลม สวนลุมพินี ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เคยเป็นพื้นที่เคลื่อนไหว หรือพื้นที่ชุมชนอื่น ๆ ที่เป็นพื้นที่เคลื่อนไหว รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างของรัฐบาล หรือสถานที่สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ ก็ต้องมีการเฝ้าระวังมากขึ้น
นายปณิธาน กล่าวด้วยว่า เราไม่อยากคิด หรือยกระดับหรือเตือนให้ประชาชนหวาดกลัว แต่ต้องเข้าใจว่ามันเป็นการทำงานที่มาจากพื้นฐานของข้อมูลที่เขามีอยู่ในขณะนี้และมีการปรับระบบ
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการรายงานมาชัดเจนหรือไม่ว่า กลุ่มคนที่ทำเป็นกลุ่มไหน กลุ่มอำนาจเก่าหรือหัวรุนแรงหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า เขามีบุคคลที่ต้องสงสัยอยู่ กำลังตามอยู่
“ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาและมีบทบาทบางอย่างในเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น เขากำลังเชื่อมโยงกันอยู่ ซึ่งตอบไม่ได้ว่าเป็นคนแก่หรือไม่ พูดได้แต่ว่าหลากหลาย คละกันไป คนที่เข้าไปปฏิบัติการก็อาจจะอายุไม่มากเท่าไหร่ อาจจะเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญ ส่วนคนที่วางแผนหรือคนที่สนับสนุนให้ดำเนินการก็อาจจะเป็นคนที่มีศักยภาพอีกแบบหนึ่ง คนหนุ่ม คนสาวที่เข้าไปดำเนินการก็อาจจะอายุน้อยหน่อย ซึ่งคนที่ปฏิบัติการณ์ในพื้นที่ก็ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์พอสมควร ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดูอยู่”นายปณิธาน กล่าว
เมื่อถามว่าในพื้นที่ที่ข่าวกรองเตือนมาอย่างสีลม หรือเยาวราช ได้มีการระมัดระวังอย่างไร นายปณิธาน กล่าวว่า ขณะนี้เรามีการตั้งด่านเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกลางคืน และจะมีตำรวจนอกเครื่องแบบอยู่ในพื้นที่เฝ้าระวังและมีการหาข่าวเพิ่มเติม มีการเร่งที่จะเชื่อมโยง มีกรณีที่กลุ่มบุคคลให้การที่เป็นประโยชน์กับเครือข่ายเหล่านี้ ซึ่งกำลังเร่งที่จะนำไปปฏิบัติอยู่
ส่วนที่เฝ้าระวังกันขนาดนี้แล้ว เกิดมีระเบิดขึ้นมาอีก จะหมายความว่าอย่างไร นายปณิธาน กล่าวว่า ก็แสดงการเฝ้าระวังของเรายังไม่ดีพอ ยังไม่ตรงจุดพอ อย่างไรก็ตามเท่าที่ดูแนวโน้มเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ก็ลดลง



