ข่าว

มอบกห.-กต.คุยพื้นที่ทับซ้อนกับเขมร

มอบกห.-กต.คุยพื้นที่ทับซ้อนกับเขมร

03 ส.ค. 2553

"อภิสิทธิ์" เบรคพธม.ชุมนุม แนะตั้งตัวแทนเข้าพบ ฮึ่มไม่จำเป็นต้องกล่าวหาหรือยื่นคำขาด ยันรัฐบาลเต็มที่ในการปกป้องอธิปไตย "ชวนนท์" ชี้เอ็มโอยูปี 43 รักษาผลประโยชน์ ยืดเวลา กก.มรดกโลก พิจารณาแผนปราสาทพระวิหาร

ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2   ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง วันที่ 3 ส.ค. เวลา 16.45 น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติเปิดเผยเอกสารว่า นายสุวิทย์ ได้รายงานต่อที่ประชุมครม.ถึงตัวข้อมติของคณะกรรมการมรดกโลกให้ ครม.รับทราบ ซึ่งเป็นข้อมติที่เปลี่ยนแปลงไปจากร่างที่กัมพูชาเตรียมไว้ในการที่จะยื่นเข้าไป ซึ่งความแตกต่างชัดเจนว่า ข้อมติของคณะกรรมการมรดกโลกจะไม่มีการรับทราบ เอกสารที่ทางกัมพูชายื่นเพียงแต่ยอมรับว่า เอกสารดังกล่าวได้ถูกส่งมาถึงสำนึกงานของคณะกรรมการฯ แล้ว และจะมีการพิจารณากันในปีหน้า

 ผู้สื่อข่าวถามว่าภาคประชาชนมีความเป็นห่วงว่าอาจมีบางส่วนที่ไปผูกพันและทำให้ไทยเสียสิทธิ์ในการที่จะโต้แย้งในอนาคต นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มี เพราะขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณา ทั้งนี้หัวใจสำคัญของมติในปีนี้คือยังไม่มีการพิจารณาอะไรทั้งสิ้น ดังนั้นจุดยืนของไทยที่ไม่ต้องการเห็นการพิจารณาในปีนี้ก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง นอกจากนี้ ครม.มีมติตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมา มีนายสุวิทย์เป็นประธาน เพื่อเตรียมการในช่วงเวลา 1 ปี ข้างหน้า จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนที่มีความสนใจ สามารถที่จะให้ข้อมูลหรือข้อคิดเห็นเข้ามา คณะกรรมการระดับชาติก็อยากให้คนไทยทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของเรา

 ส่วนที่ถามว่ากลุ่มภาคประชาชนมีการยื่นคำขาดว่าถ้ารัฐบาลไม่ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2543 จะมีการชุมนุมใหญ่หน้าทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 7 ส.ค.นี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความจริงแล้วก็โอกาสที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันซึ่งรัฐบาลยินดีที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่คิดว่าการใช้วิธีการยื่นคำขาดจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง   ทั้งนี้ไม่อยากให้มีการชุมนุม แต่อยากให้แต่งตั้งตัวแทนมาคุยกับคนที่ทำงาน เมื่อถามต่อว่าแต่ที่ผ่านมาก็มีการพูดคุยกันแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นคนกลุ่มเดียวกันบ้าง คนละกลุ่มบ้าง ไม่ชัดเจนว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มคนเดียวกันหรือไม่

"สุวิทย์"ยันไม่ทำไทยเสียค่าโง่

 นายสุวิทย์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยที่เดินทางไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่นครบราซิเลีย ประเทศบราซิล แถลงชี้แจงกรณีไปลงนามในเอกสารตั้งคณะกรรมการบริหารพื้นที่ร่วม (ไอซีซี) ทำให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชาว่า เอกสารที่ลงนามไป เป็นเพียงข้อมติที่ประธานการประชุมร่าง (Draft) มาให้ลงนามเท่านั้น เหตุที่ลงนามเพราะพิจารณาแล้วไม่มีข้อผูกพัน ทั้งทางเขตแดนและทางกฎหมาย

 นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า เนื้อหาทั้ง 5 ข้อในร่างดังกล่าว ไม่มีข้อไหนระบุว่าได้พิจารณาเรื่องการตั้งไอซีซี แถมยังเปลี่ยนข้อความจากคำว่า "ได้พิจารณา" มาเป็น "ได้รับ" เอกสารจากกัมพูชาแทน เพราะไม่มีกรรมการมรดกโลกคนไหนได้รับเอกสารฉบับเต็มจากทางกัมพูชาก่อนวันประชุม 6 สัปดาห์ตามข้อบังคับแม้แต่คนเดียว นอกจากนี้ในร่างดังกล่าวยังระบุให้เลื่อนวาระปราสาทพระวิหารไปพิจารณาในการประชุมที่ประเทศบาห์เรน ปี 2554 ด้วย โดยเนื้อหาร่างข้อมติดังกล่าว ต่างจากเนื้อหาในเอกสารฉบับย่อ 7 ข้อที่ทางกัมพูชาเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก และมีผลผูกพันทางกฎหมายชัดเจน

 "สถานะทุกอย่างไม่เปลี่ยนไปจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเมื่อ 2 ปีก่อนที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ที่มีมติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และให้ตั้งไอซีซี แต่ไทยทำหนังสือคัดค้านมาตลอด ตั้งแต่การประชุมที่เมืองเซบีย่า ประเทศสเปน ในปี 2552 จนถึงครั้งนี้ และเงื่อนไขการตั้งไอซีซี จะต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ตราบใดที่ไทยยังไม่ยอมรับ ก็ตั้งไม่ได้ ยืนยันผมจะไม่ทำให้ไทยเสียค่าโง่ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากรัฐบาลนี้ แต่เกิดจากรัฐบาลชุดก่อน ที่เราต้องมาตามแก้ไข" นายสุวิทย์กล่าว

อัด"ซก อาน"หวังผลการเมือง

 ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่นายซก อาน รองนายกฯกัมพูชานำมติดังกล่าวไปประกาศชัยชนะ นายสุวิทย์ กล่าวว่า นายซก อานคงพูดไปเพราะหวังผลทางการเมืองในประเทศ ถ้าเป็นชัยชนะของกัมพูชาจริง เหตุใดร่างข้อมติดังกล่าวจึงต่างจากที่กัมพูชาเสนอทุกอย่าง ตนไม่เคยบอกเป็นชัยชนะของไทย แค่บอกว่าเป็นความสำเร็จที่ทำให้เลื่อนการพิจารณาออกไปได้ ทั้งนี้ครม.ได้แต่งตั้งให้ตนเป็นประธานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ใช้ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งต่อไป เชื่อว่าจะยากเย็นกว่าครั้งนี้แน่ ยอมรับว่าหนักใจ เพราะคนไทยไม่มีเอกภาพ

 ส่วนที่ถามว่าการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งต่อไปไทยจะได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องฉบับเต็มจากทางกัมพูชาเมื่อใด นายสุวิทย์ กล่าวว่า ตามหลักการควรจะได้ก่อนวันที่ 1 ก.ย.แต่การประชุมที่บราซิล ก็ไม่มีใครได้เอกสารฉบับเต็มก่อนแม้แต่คนเดียว ซึ่งการประชุมครั้งหน้าอย่างน้อยที่สุดฝ่ายไทยต้องได้เอกสารจากกัมพูชา ทั้งนี้โดยหลักการการจะขึ้นทะเบียนสถานที่ใดซึ่งอยู่ระหว่าง 2 ประเทศเป็นมรดกโลก ต้องให้มีการปักปันเขตแดนชัดเจนก่อน ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วม (เจบีซี) ดำเนินการ เชื่อว่าใช้เวลาไม่น้อย ไม่เช่นนั้นขึ้นไปก็ทำให้เกิดข้อพิพาท จนอาจก่อสงคราม

"ชวนนท์"ชี้เอกสารไม่มีผลผูกพัน

  ขณะที่นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวชี้แจงว่า  เอกสารที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงนาม และมีลายเซ็นต์ นายซก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และประธานคณะกรรมการมรดกโลก เป็นเพียงการลงนามรับทราบบันทึก 5 ข้อ ที่ว่ากัมพูชาได้นำเอกสารแผนผังบริหารจัดการพื้นที่พระวิหารไปวางไว้ที่สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการมรดกโลกเท่านั้น ไม่ใช่คณะกรรมการมรดกโลก และไม่มีผลผูกพันใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากนี้ 1 ปีไทยต้องเตรียมการปักปันเขตแดนให้ชัดเจน ทั้งนี้ขอยืนยันอีกครั้งว่า เอ็มโอยู 43 ทำให้กัมพูชาไม่สามารถอ้างสิทธิในแผนที่ 1 : 200,000

 "การลงนามดังกล่าวเพื่อรับทราบว่าได้มีการยื่นเอกสารไปยังสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการ ไม่ใช่คณะกรรมการ และการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานนานาชาติ (ไอซีซี) เรื่องนี้กัมพูชาทำได้อยู่แล้ว แต่ที่เราค้านคือ แผนที่และแผนผัง ซึ่งการลงนามอันนี้ไม่มีผลผูกพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น" นายชวนนท์ กล่าว

ครม.ตั้งกก.ตรวจเอกสาร

 วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. รับทราบผลการประชุมผลการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบราซิล ตามที่นายสุวิทย์ในฐานะหัวหน้าผู้แทนไทยรายงาน โดยครม. รู้สึกพอใจในการดำเนินการของนายสุวิทย์ อีกทั้งยังมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อเตรียมตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ โดยมีนายสุวิทย์เป็นประธาน ส่วนกรรมการประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และผู้เชี่ยวชาญ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในปี 2011 และหาช่องทางในการต่อสู้กับกัมพูชาต่อไป นอกจากนี้ครม. ยังมติให้ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในปี 2012 โดยมีประเทศกัมพูชาเสนอตัวเป็นคู่แข่งด้วย

 นายปณิธานกล่าวต่อว่า นายกฯ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการชุดนายสุวิทย์เดินสายชี้แจงประเทศสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกในช่วง 1 ปีหลังจากนี้ ขณะนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปหลังคณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนการรับรองแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทวิหารของกัมพูชาออกไป เพราะแสดงให้เห็นว่า ประเทศสมาชิกรับความกังวลใจของไทย และคิดว่าถ้าเดินหน้าต่อจะสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งและปะทะกันของพลเมือง 2 ประเทศมากขึ้น

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่าทีของไทยที่ขู่ถอนตัวจากการเป็นภาคีสมาชิกยูเนสโก เป็นเหตุผลให้คณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนการพิจารณากรณีปราสาทพระวิหารออกไปหรือไม่ นายปณิธานกล่าวว่า ในรายงานที่นายสุวิทย์เสนอต่อครม. ได้อ้าง 3 ส่วนคือ 1. มติครม. เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2. ความเคลื่อนไหวของภาคประชาชน และ 3. การกำหนดมาตรการแสดงสิทธิของฝ่ายไทย ซึ่งแสดงให้เห็นจุดยืนของประเทศไทยที่มีความเป็นเอกภาพ ส่วนที่มีเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลใช้มาตรการรุนแรงและก้าวร้าวเกินความจำเป็นนั้น ขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีเจตนารุกรานใคร แต่ต้องแสดงออกให้เห็นถึงการปกป้องอธิปไตยอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมาจะเห็นว่าการใช้มาตรการสุภาพเรียบร้อยไม่ได้ผล เราไม่ได้เตรียมจะรบ แต่เตรียมความพร้อมในส่วนของเรา ซึ่งในสัปดาห์นี้จะเริ่มดำเนินการตามมาตรการแสดงสิทธิในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยกระทรวงการต่างประเทศจะย้ำจุดยืนของไทยอีกครั้ง ก่อนเข้าไปขอความร่วมมือในพื้นที่เรื่องการจัดการสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งกระทรวงกลาโหมจะเข้ามาดูแลเรื่องนี้ต่อไป

สั่งล็อบบี้ 4 ปท.ใหญ่บี้ปมพระวิหาร

 เมื่อถามว่า ในช่วง 1 ปี ประเทศหลักที่ไทยต้องล็อบบี้ให้ได้คือประเทศใด นายปณิธานกล่าวว่า ขณะนี้แนวโน้มการตัดสินใจของประเทศใหญ่ๆ ยังไม่ชัดเจน แต่หลายประเทศไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายไทย ขณะที่หลายประเทศก็ไม่ยอมแสดงจุดยืน เพราะไม่ต้องการทะเลาะกับไทย-กัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในเอเชียด้วยกัน อย่างไรก็ตามมีประเทศขนาดใหญ่ 3-4 ประเทศที่ต้องล็อบบี้ให้ได้เพราะมีบทบาทในการอนุรักษ์มรดกโลก

 ส่วนที่ถามว่า จำเป็นต้องล็อบบี้ประเทศฝรั่งเศสที่ให้การสนับสนุนกัมพูชาเป็นกรณีพิเศษหรือไม่ นายปณิธานกล่าวว่า ฝรั่งเศสมีประวัติผูกพันกันมา และมีเครือข่ายข้อมูล ก็ต้องยอมรับว่าขณะนี้กัมพูชาเป็นฝ่ายได้เปรียบจากหลายเหตุผล อาทิ มีความเป็นเอกภาพมากกว่าเนื่องจากเปลี่ยนแปลงรัฐบาลน้อยกว่าไทย มีมติศาลโลกรับรองการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร มีประวัติผูกพันใกล้ชิดประเทศที่เคยล่าอาณานิคม เป็นประเทศมีศักยภาพพัฒนาน้อยกว่า ทำให้หลายประเทศเห็นใจ