
อนุพงษ์ชี้บึ้มกทม.ไม่ใช่ฝีมือก่อการร้ายห่วงไทยแตกแยก
ผบ.ทบ. เชื่อบึ้ม กทม.ไม่ใช่ฝีมือก่อการร้าย ชี้คุมกองทัพมา 3 ปี ห่วงปัญหาสังคมไทยแตกแยก ระบุทำกองทัพเป็นกลไกรัฐไม่เลือกปฏิบัติ ปัดตั้งพล.ร.7สลายแดงเหนือ ลั่นตั้งโผทหารยึดตามเหมาะสมปัดชงบูรพาฯพรึบกองทัพ
(3ส.ค.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินบางจังหวัด ว่า อยากให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อย และให้เศรษฐกิจเดินไปได้ ไม่อยากให้มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ส่วนการประชุม ศอฉ. วันนี้ ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่คาดว่าน่าจะหยิบยกเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุระเบิดที่ผ่านมา มาสรุปสถานการณ์ ทั้งนี้ จากการประเมินสภาพสังคมเราไม่ว่าส่วนใดคงไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ชุมนุมมีบทเรียน 2 ปีที่ผ่านมาในเรื่องความรุนแรงประชาชนไม่รับทั้งสิ้น และเราคงต้องเรียนรู้การแก้ไขปัญหาด้วยการไม่ใช้ความรุนแรง เพราะคนไทยด้วยกันและการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงคงไม่ได้ และคนคงไม่รับ
เมื่อถามว่า เหตุระเบิดใน กทม.ที่ผ่านมาเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่เข้ามาสร้างสถานการณ์หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่ไม่ขอฟันธงว่าเป็นกลุ่มไหนคนใด เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมต้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามพยานหลักฐาน เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนโยงไปถึง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่ขอกล่าวถึง เพราะอยู่ในขั้นการสอบสวน ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องการสืบสวนสอบสวน หากพูดคงไม่เหมาะสม
เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ห่วงก่อวินาศกรรมหน่วยการข่าวต้องระวังอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า มาตรการด้านการข่าวเป็นส่วนหนึ่ง การประชุมทุกครั้งต้องกำชับกัน อยากให้หน่วยข่าวพยายามติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ซึ่งนายสุเทพได้ขอให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ช่วยดูแลด้านการข่าว ซึ่งหน่วยข่าวคงจะร่วมมือกันติดตามสถานการณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น
เมื่อถามว่า ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกมา 3 ปี มีความเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนเหมือนกับคนไทยทุกคนมีความเป็นห่วงเรื่องความแตกแยกทางความคิด ค่อนข้างไม่น่าจะอยู่ในขอบเขตความชอบส่วนบุคคล ซึ่งความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่ยึดถือว่าเราต้องการอย่างนี้แล้วต้องเป็นอย่างนี้อย่างเดียวไม่ได้ คนในโลกนี้เห็นแตกต่างและชอบต่างกันได้ แต่ต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ไม่มีขอบาดหมาง หากพูดแล้วส่งผลกระทบต่อกันก็จะไม่พูด บางประเทศไม่พูดกันเรื่องการเมือง เพราะชอบกันคนละพรรคแต่ก็ไปทานข้าวด้วยกัน
เมื่อถามว่า ความแตกต่างทางความคิดของคนไทยจะสามารถกลับมาได้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถามแบบนี้ตอบได้เลยว่าต้องได้ ไม่ได้ก็แย่ ดังนั้น ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้และสื่อมวลชนต้องช่วยกัน ถ้าเราทำอะไรที่ไม่สร้างสรรค์หรือจะช่วยให้คนอยู่ร่วมกันได้ และไปตอกย้ำสิ่งที่แตกต่างกันอยู่ก็จะไม่ได้ สิ่งที่รัฐบาลไปทำก็มาจากสื่อและหลักการความถูกต้อง ใครทำอย่างไรตามกฎหมายเป็นอย่างไรก็ต้องว่ากันตามนั้น คนที่ไม่รู้ไม่ต้องกล่าวโทษใคร ทั้งนี้ ภาพใหญ่หากเสนอข้อเท็จจริงสังคมและตนก็รับ ขอให้เป็นข้อเท็จจริง
เมื่อถามว่า ห่วงบทบาทกองทัพที่ถูกเชื่อมโยงให้เกี่ยวพันกับการเมือง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนพูดชัดเจนกองทัพเป็นเครื่องมือรัฐบาล ใครเป็นรัฐบาลก็ใช้เจ้าหน้าที่รัฐ สิ่งใดที่ทำแล้วไม่เกิดผลเสียหายกับประเทศ อยู่บนกรอบกฎหมายเราก็ทำ กองทัพไม่ได้เลือกปฏิบัติหรือเลือกข้าง รัฐบาลไหนมาก็ต้องใช้กองทัพ เพราะเป็นกลไกของรัฐ
เมื่อถามถึงการส่งเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.เข้าไปทำความเข้าใจพื้นที่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ประชาชนตอบรับดีและเชื่อมั่นว่าคนไทยในพื้นที่ใดก็จะเคารพในความตั้งใจ และอยากเห็นสังคมไทยอยู่ในความสงบ ความต้องการแต่ละคนมีได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ได้ลงไปทำความเข้าใจ โดยเฉพาะการนำโครงการปรัชญาเศรษฐกิจพอพียงในการดำเนินชีวิตที่ควรจะเป็นสมัยนี้ เนื่องจากเกิดปัญหาหลายเรื่องทั้งภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ส่วนสถานการณ์เราชี้แจงตามข้อเท็จจริง ไม่โจมตีใคร เชื่อว่าผู้ชุมนุมที่มาส่วนใหญ่เป็นคนบริสุทธิ์ มาด้วยจิตใจที่ไม่มีอะไรแฝง
ปัดตั้งพล.ร.7สลายแดงเหนือ
พล.อ.อนุพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 (พล.ร.7) ว่า เราดูจากปริมาณงานของกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยมีทั้งความกว้าง ความยากลำบากของภูมิประเทศ ถ้าดูปริมาณงานจึงควรจะต้องมีกำลังเพิ่มเข้าไป และควรจะมีการจัดตั้ง พล.ร. 7 ขึ้นมา ส่วนที่มีข้อกล่าวหาว่าจัดตั้งขึ้นเพื่อไปควบคุมใครนั้น
เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ว่า ไม่เป็นความจริง ซึ่งการตั้งกองพลขึ้นมาใหม่ แต่หน่วยยังเป็นหน่วยเดิม จากกองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร.4) เพียงแต่ย้ายกรมทหารราบที่ 7 (ร.7) ขึ้นเป็นระดับกองพล ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ทั้งการตั้งกองพลจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) หากครม.ไม่เห็นด้วยก็ตั้งไมได้ ซึ่งในปี 2554-2556 น่าจะได้เห็นตัวกองบัญชาการกองพล ส่วนตัวกำลังพลยังไม่น่าจะสามารถจัดตั้งได้ ขณะนี้เรื่องการจัดตั้งกองพลอยู่ที่กองบัญชาการกองทัพไทยก่อนจะส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเห็นชอบ เพื่อบรรจุเป็นวาระในการประชุม ครม.ต่อไป
เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตั้งกองพลทหารม้าที่ 3 ที่ จ.ขอนแก่น ตามที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ อยากจะเห็นนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ที่การตั้งคณะกรรมการศึกษาของกองบัญชาการกองทัพไทยอยู่ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมว่าเป้นอย่างไร ต้องต้องใช้เวลา
ลั่นตั้งโผทหารยึดตามเหมาะสมปัดชง“บูรพาฯ”พรึบกองทัพ
พล.อ.อนุพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปี 2553 เป็นไปอย่างเรียบร้อย เพราะมีคณะกรรมการและมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า มีกลุ่มนายทหารบูรพาพยัคฆ์ขึ้นมาดำรงตำแหน่งหลักในกองทัพจำนวนมากนั้น ขอชี้แจงว่าเป็นความคิดที่ไม่มีเหตุผล และไม่เป็นความจริง กองทัพบก โดย ผบ.ทบ.อยากให้กองทัพเป็นหนึ่งเดียว หลักการง่ายๆที่ตนทำอยู่ 3 ปีคือ อย่าสร้างคนกลุ่มเดียว เรื่องบูรพาพยัคฆ์ สื่อมวลชนเขียนกันไปเอง ไม่มีใครตั้งขึ้นมา ถ้าคิดอย่างนั้น ไม่ได้ใกล้ความเป็นจริง และไปลงว่าเป็นบูรพาพยัคฆ์ขึ้นมานั้น ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ ยืนยันว่าถ้าอยากให้กองทัพเป็นหนึ่งเดียวต้องไม่ตั้งเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งนั่นคือแนวทางของตนที่ได้ยึดแนวทางนี้มา คือ ใครอยู่กองพลใดควรขึ้นมาในกองพลนั้น กองทัพไม่ได้มีความแตกแยกในการโยกย้ายนายทหาร



