
แม่ทัพภาค2ห้ามม็อบเข้าใกล้พระวิหาร
แม่ทัพภาค 2 ชี้กัมพูชาสร้างถนนและให้ราษฎรเข้าอาศัยพื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม.ทำผิดข้อตกลงชัดเจน ระบุ ห้ามวีระ สมความคิด นำมวลชนเข้าใกล้พื้นที่เขาพระวิหาร หวั่นเกิดการกระทบกระทั่งระหว่าง ปชช. 2 ฝ่าย แนะปล่อยรัฐบาลจัดการปัญหาเอง เชื่อ 1 ปี ที่เหลือก่อนมีการพ
(3ส.ค.) พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาค 2 เปิดเผยถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า สถานการณ์ทุกอย่างปกติ ทางทหารยังไม่มีเพิ่มหรือลดกำลังแต่อย่างใด และยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเช่นที่เป็นมา ถึงแม้จะมีการเลื่อนพิจารณาการขึ้นทะเบียนพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหารให้เป็นพื้นที่มรดกโลกไปอีก 1 ปีก็ตาม รวมถึงความสัมพันธ์ของประชาชนตามแนวชายแดน 2 ประเทศยังเป็นปกติ จะมีปัญหาอยู่บ้างในจุดที่ทางฝ่ายกัมพูชาอาจมีการทำผิดข้อตกลงร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งในส่วนของราษฏรกัมพูชาส่วนหนึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนซึ่งยังไม่มีการตกลงเรื่องเขตแดนกันอย่างชัดเจน เช่นที่บริเวณตลาดเชิงบันได
ซึ่งก็เป็นตลาดที่มีมาดังแต่อดีตนานมาแล้วโดยมีการตั้งเป็นร้านจำหน่ายสินค้าของราษฎรกัมพูชากว่า 100 แผง ในส่วนนี้ทางรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ ก็จะต้องพูดคุยเจรจากันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะมีการขอให้ย้ายออกจากพื้นที่หรือให้อยู่ได้ต่อไปก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศจะต้องตกลงกัน ทหารมีส่วนเพียงแค่รักษาพื้นที่ของไทยอย่างเต็มความสามารถไม่ให้มีการรุกล้ำอธิปไตยของประเทศเท่านั้น ไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปผลักดันประชาชนกลุ่มนี้ออกจากพื้นที่หรือบังคับให้ฝ่ายกัมพูชาทำตามข้อลงร่วมไทย - กัมพูชา แต่อย่างใด
รวมถึงปัญหาที่มีการปรับปรุงเส้นทางที่จะใช้เดินทางไปยังปราสาทเขาพระวิหารของฝ่ายกัมพูชา ก็ถือว่าเป็นการทำผิดข้อตกลงร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา เนื่องจากมีการตกลงกันไว้ว่า จะไม่มีการก่อสร้างใดๆในพื้นที่ทับซ้อนซึ่งยังไม่มีการตกลงเรื่องเส้นเขตแดนที่แน่ชัด ซึ่งทางกองทัพภาคที่ 2 เองก็ได้ทำหนังสือประท้วงการปรับปรุงถนนของฝ่ายกัมพูชาต่อคณะกรรมการร่วมชายแดน 2 ประเทศไปแล้วหลายครั้ง ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการว่าจะพิจารณาอย่างไร
พล.ท.วีร์วลิต กล่าวว่า ผลสำเร็จจากการคัดค้านไม่ให้มีการพิจารณารับรองพื้นที่โดยรอบปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นพื้นที่มรดกโลก จนทำให้คณะกรรมการมรดกโลกตกเลื่อนประเด็นการพิจารณานี้ไปอีก 1 ปีนั้น ขณะนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศรวมถึงทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอง ก็มีการแถลงข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบไปในแนวทางเดียวกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็น่าจะทำให้ความรู้สึกของประชาชนไทยดีขึ้น
จากการสำรวจบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ ก็ยังคงดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกัน ไปมาหาสู่กันเหมือนเช่นพี่น้องตามปกติ และหากจะเทียบกับสถานการณ์ก่อนหน้าที่จะมีการพิจารณารับรองพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหารเป็นพื้นที่มรดกโลกแล้วนั้นดีขึ้นอย่างมาก และไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงหรือการขัดแย้งขึ้นแต่อย่างใด
ส่วนการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนนั้นก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ปัญหาทุกอย่างจบลง ซึ่งเชื่อมั่นว่าหากทุกฝ่ายทั้งรัฐบาลของไทย และรัฐบาลของกัมพูชามีความจริงใจที่จะร่วมกันจัดการปัญหาที่มีอยู่แล้ว ระเวลา 1 ปีต่อจากนี้ก็น่าจะมีบทสรุปในเรื่องการปักปันเขตแดนได้อย่างแน่นอน
ส่วนกรณีที่นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่น จะนำมวลชนเดินทางไปเคลื่อนไหวทวงคืนเขาพระวิหารในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ในวันที่ 7 ส.ค.2553 นั้น อยากวอนให้ทางกลุ่มมวลชนอย่าทำอะไรให้นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประชาชน 2 ประเทศ ทางที่ดีควรปล่อยให้รัฐบาลเป็นผู้จัดการปัญหานี้ดีกว่า หากจะมีการเคลื่อนไหวจริงทางทหารก็จำเป็นที่จะต้องควบคุมการชุมนุมให้อยู่ในพื้นที่ที่กำหนด ในระยะที่ปลอดภัย และจะไม่มีการอนุญาตให้เคลื่อนมวลชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่ยังเป็นปัญหาอยู่อย่างเด็ดขาด



