
ยอมจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม10%ถ้าทำสวัสดิการการศึกษา-พยาบาลได้
ทีดีอาร์ไอเผยผลประชาเสวนาตัวแทนคนไทยจากทุกสาขาอาชีพใน 14 จังหวัด มีเสียงขานรับ ยินดีจ่ายภาษีเพิ่ม หากรัฐเอาจริงกับการให้ความสำคัญใน 6 เรื่อง การศึกษา การรักษาพยาบาล การพัฒนาทักษะแรงงาน ผู้สูงอายุ ผู้ว่างงาน และผู้ด้อยโอกาส
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ร่วมกับภาคีหลายองค์กร จัดงาน “ประชาเสวนา” โดยสุ่มตัวแทนประชาชนคนธรรมดามาพูดคุยกันเรื่องสวัสดิการสังคมของไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า พบว่า มีเสียงสะท้อนจากตัวแทนประชาชนทั้ง 14 จังหวัด ได้แก่ น่าน ลำพูน กำแพงเพชร ปทุมธานี สระบุรี ระยอง กาญจนบุรี สุรินทร์ ขอนแก่น หนองคาย เลย ชุมพร กระบี่ และสงขลา ขานรับ ยินดีจ่ายภาษีเพิ่ม หากรัฐทำได้
น.ส.สุวรรณา ตุลยวศินพงศ์ นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การเสวนาครั้งนี้ เพื่อต้องการรู้ว่าสวัสดิการสังคมในอีก 10 ปีข้างหน้าของคนไทยควรเป็นอย่างไร ซึ่งผลจากกระบวนการเสวนาพบว่า ตัวแทนประชาชนให้ความสำคัญกับการจัดสวัสดิการด้านการศึกษาเป็นอันดับหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่า เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานของชีวิต และจะนำมาซึ่งโอกาสในด้านต่างๆ ที่จะทำให้มีชีวิตที่ดี ทั้งงาน สุขภาพ และมีเงินออมดูแลตัวเองเมื่อสูงวัยไม่ต้องพึ่งคนอื่นมากนัก ดังนั้นถ้าการศึกษาดีก็จะมีผลต่อสวัสดิการอื่นๆ
ชาวบ้านเลือกการศึกษามาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเห็นความสำคัญของการศึกษาว่าจะทำให้หลุดพ้นความยากจนได้ สมัยนี้ถ้าไม่จบปริญญาตรีก็หางานลำบาก หรือถ้าได้งานก็ไม่ดี เป็นลูกจ้างรายวัน สวัสดิการไม่ดี ฯลฯ นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านเห็นและเป็นสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน และยังมองว่า การศึกษาไม่ได้แค่เรื่องงบประมาณที่จัดให้ครอบคลุมทุกปี แต่เป็นเรื่องคุณภาพมาตรฐานของการศึกษาด้วยที่ต้องเท่ากัน ด้วยจึงแก้ปัญหาได้
โดยอยากให้รัฐเข้ามาดูแลให้ทุกคนมีการศึกษาพื้นฐานตั้งแต่ระดับอนุบาล-ม.6 สวัสดิการการศึกษาต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลักในการศึกษา เช่น ค่าเทอม ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ฯลฯ โดยผู้ปกครองออกเองบางส่วน ส่วนการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยยังมีความเห็นแตกต่าง ทั้งที่คิดว่าควรเป็นสวัสดิการถ้วนหน้า กับกลุ่มที่เห็นว่าควรให้เฉพาะกลุ่มยากจนแต่เรียนดี อาจให้เฉพาะสาขาที่ขาดแคลน เช่น แพทย์ พยาบาล ฯลฯ เพื่อไม่ให้เด็กจบปริญญาตรีมาแล้วตกงาน เป็นปัญหาว่างงาน
ส่วนอันดับสองคือ การรักษาพยาบาล เป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญของชีวิตเช่นเดียวกับการศึกษา รัฐควรเน้นเรื่องคุณภาพการรักษาพยาบาล ให้มีมาตรฐานการรักษาพยาบาลที่ดีและเพียงพอ
สำหรับสวัสดิการเรื่องอื่นๆ ตัวแทนประชาชนให้ความสำคัญรองลงมาตามลำดับคือ การพัฒนาทักษะแรงงาน สวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ว่างงาน และผู้ด้อยโอกาส โดยตัวแทนประชาชนมองว่า หากรัฐบริหารจัดการสวัสดิการเรื่องการศึกษาและการรักษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้มีปัญหาด้านอื่นๆ น้อยลง และไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากไปแก้ไข
นอกจากนั้นตัวแทนประชาชนส่วนใหญ่ยังให้ความเห็นว่า หากรัฐสามารถจัดสวัสดิการทั้ง 6 ประเภทได้อย่างมีคุณภาพตามที่ประชาชนต้องการจริง พวกเขายินดีจ่ายปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% เพื่อนำภาษีที่เก็บได้เพิ่มขึ้นมาจัดสวัสดิการทั้งหมด โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นการมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีการรั่วไหลของงบประมาณหรือทุจริตคอรัปชั่น
"การเสวนาครั้งนี้ ทำให้รัฐได้ทราบข้อมูลความต้องการที่แท้จริงจากประชาชน และเห็นถึงความยินดีร่วมมือหรือแม้แต่การจ่ายภาษีเพิ่ม หากสวัสดิการดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริง โดยผลที่ได้จากการประชาเสวนาครั้งนี้ จะถูกส่งต่อให้ภาครัฐเพื่อใช้พิจารณาประกอบการจัดทำแผนการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคประชาชน โดยกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ ภายในปี 2560" น.ส.สุวรรณากล่าว



