ข่าว

ยุทธศาสตร์กู้แผ่นดิน

ยุทธศาสตร์กู้แผ่นดิน

03 ส.ค. 2553

การกลับมาของ รมว.ทรัพยากรฯ สุวิทย์ คุณกิตติ จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก โดยที่กัมพูชาไม่สามารถเดินแผนตามที่กำหนดไว้ได้นั้น ย่อมไม่ถือว่าเป็นชัยชนะของประเทศไทย เพราะยังไม่ได้พื้นที่ซึ่งถูกทหารและพลเรือนกัมพูชายึดครองอยู่

ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาอธิปไตยของแผ่นดิน โดยคำนึงอยู่เสมอว่า ผลประโยชน์ของชาตินั้น ย่อมสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด และรัฐบาลจะต้องไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ระยะสั้น หรือเกี่ยงงอนว่ากลุ่มใดจะได้หน้าหรือผลประโยชน์จากการทำงานครั้งนี้

 ที่ผ่านมานั้นอาจจะเป็นโชคช่วย หรือเป็นเพราะแรงกดดันจากกลุ่มภาคเอกชนและนักเคลื่อนไหว ซึ่งได้สร้างแรงกดดันต่อองค์กรยูเนสโกด้วยการชุมนุม ซึ่งจะมีผลไม่มากก็น้อย แต่อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลควรคำนึงถึงความสำคัญในบทบาทและแรงกดดันของกลุ่มเคลื่อนไหว ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ทำไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติ ขณะที่มีการท้วงติงจากกลุ่มอื่นว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้นเป็นความคลั่งชาติ

 เพื่อให้ได้ผลสำเร็จตามเป้าหมาย คือ การได้คืนมาซึ่งอธิปไตยเหนือดินแดนที่กัมพูชาได้ยึดครองบางส่วนอยู่ รัฐบาลจะต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ปรึกษาหารือเพื่อจะทำแผนยุทธศาสตร์ร่วมกัน ทั้งนี้ จะต้องมีข้อมูลจากทุกฝ่ายเช่น นักประวัติศาสตร์ นักวิชาการ นักการทูต ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแผนที่ รวมทั้งฝ่ายยุทธการ สำนักข่าวกรองต่างๆ โดยอาศัยข้อมูลเหล่านี้เพื่อสร้างความต่อรองในการเจรจากับกัมพูชาให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด ก่อนถึงการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในปีหน้า โดยนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นประธานประสานกลุ่มต่างๆ โดยยึดมั่นว่า การทำงานครั้งนี้จะไม่ถือเขาถือเรา หรือกังวลว่าจะต้องเสียหน้าและจะต้องนำความจริงทั้งหมด ไม่ว่าจะป็นเอกสารข้อมูลของทุกฝ่ายมาประเมินและกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อให้ได้ผลตามที่หวัง เพราะเรื่องนี้เป็นเกียรติภูมิของชาติ มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนและทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลอย่างมหาศาล

 ความผิดพลาดต่างๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือนักการเมืองได้กระทำลงไป ไม่ว่าในยุคใด ต้องถูกนำมาเปิดเผย ประเมินและวิเคราะห์ในการประชุมกำหนดยุทธศาสตร์ครั้งนี้ เพื่อความแจ่มชัดและป้องกันความผิดพลาดในการกำหนดแนวทิศทางของยุทธศาสตร์ และรัฐบาลต้องคำนึงเสมอว่า การเสียหน้าของบุคคลใดก็ตามจะไม่สำคัญเท่ากับการสูญเสียดินแดนและทรัพยากรของแผ่นดิน

 ดังนั้น นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จะต้องคำนึงว่า นี่เป็นภารกิจสำคัญอย่างยิ่งของประเทศ ไม่ใช่คำนึงเฉพาะการสูญเสียตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง เพราะความสำเร็จหรือความล้มเหลว จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของนายกรัฐมนตรีและพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเช่นกัน