
"อภิสิทธิ์ แจงผู้นำท้องถิ่นหลังถูกวิจารณ์แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ
"อภิสิทธิ์ แจงผู้นำท้องถิ่น หลังถูกวิจารณ์แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลสวนทางพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน ระบุเหตุอัดฉีดเงินสู่รากหญ้าแค่แก้วิกฤตเศรษฐกิจเฉพาะหน้า สกัดปัญหาก่อนลามเป็นวิกฤตสังคมรุนแรงจนล่มสลาย พร้อมโปรยยาหอมได้แนวคิดบริหารจากผู้นำชุมชน หนุนกระจายอำ
ที่โรงแรมมิราเคิล แกร์นด กรุงเทพ เมื่อเวลา 8.45 น. นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีปาฐกาถาพิเศษ “ การขับเคลื่อนนโยบายเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ” ในการประชุมวิชาการ “ ทางออกวิกฤตสยามด้วยยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า วันนี้ประเทศอยู่ในภาวะที่เผชิญวิกฤตรุนแรงในทางเศรษฐกิจไม่แตกต่างจากร้อยกว่าประเทศในโลกนี้ สิ่งที่วิตกของประชาชนทุกประเทศคือ ความไม่มั่นคงในเรื่องรายได้และความเป็นอยู่ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ต้องมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขวิกฤตในระยะสั้นและระยะยาว และต้องไม่ปล่อยวิกฤตเศรษฐกิจลามจนนำไปสู่วิกฤตสังคมตามมา ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงและสู่การล่มสลายได้ ดังนั้นรัฐบาลต้องดูแลไม่ให้ลุกลาม นั่นหมายถึงการดูแลผู้ที่ด้อยโอกาสและอ่อนแอที่ได้รับผลกระทบก่อน
เมื่อวิกฤตคลี่คลายแล้ว จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมตามมา วิกฤตจึงเป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง แต่ไม่ใช่รัฐบาลจะทำได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นการระดมกำลังเพื่อขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นรากฐานสังคมทั้งชุมชนและครอบครัว ที่ผ่านมาตนจึงได้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนท้องถิ่นโดยรวม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนสนับสนุนการกระจายอำนาจ การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อย่างต่อเนื่อง และถือเป็นจุดยืนของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหัวใจการกระจายอำนาจไม่ได้อยู่ที่โครงสร้าง แต่อยู่ที่ว่าท้องถิ่นจะทำอะไร และในช่วง 10 ปีของการกระจายอำนาจ เราได้เห็นหลายพื้นที่มีความเข้มแข็งเกิดขึ้น เป็นตัวของตัวเอง แต่อุปสรรคสำคัญคือ มักถูกตั้งคำถามในเรื่องความพร้อมของหลายพื้นที่ โดยเฉพาะความโปร่งและธรรมาภิบาลจึงจำเป็นต้องแก้ไข
“ตอนที่ผมมารับตำแหน่ง ผมได้พบปะเหล่าผู้นำชุมชนท้องถิ่นและได้เห็นพลัง แนวคิด โดยเป็นแนวทางที่ผมนำมากำหนดนโยบายบริหารประเทศเพิ่มเติม ทั้งโครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ แนวคิดแก้ปัญหาที่ทำกิน การทำเกษตร พัฒนาการศึกษา เพราะหวังว่าจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ความสุขประชาชนถ้วนหน้า ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลสนับสนุนการทำงานชุมชนเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง อาทิ การจัดตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ซึ่งมีคุณหญิง สุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธานกรรมการ และมีผู้แทนชุมชนเข้าร่วมเพื่อช่วยกันกำหนดยุทธศาสตร์ ผลักดันให้เป็นนโยบายแห่งชาติ และการวางมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อแก้วิกฤต
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกที่รัฐบาลดำเนินการ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นรูปแบบที่ไม่สอดคล้องเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน อยากบอกว่า มาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการนั้น ยังเป็นเพียงการแก้ไขวิกฤตเฉพาะหน้า ซึ่งรัฐบาลเองไม่มีทางเลือก เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ในภาวะที่การค้าโลกลดลง ทั้งกลุ่มแรงงานและภาคการเกษตรจะได้รับผลกระทบสูงมากและอาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ตามมา ดังนั้นจำเป็นต้องอัดฉีดเม็ดเงินลงไปเพื่อกระตุ้นก่อน แต่การอัดฉีดนี้คงไม่สามารถทำอย่างต่อเนื่องได้ ซึ่งแผน 2 และแผน 3 ที่รัฐบาลจะทำต้องไปต้องเป็นการวางแผนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลมีการจัดทำโครงการเพื่อสนับสนุนชุมชนให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ 1. โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน ที่เป็นการส่งเม็ดเงินลงในชุมชนให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เน้นการพัฒนาอาชีพผู้ด้อยโอกาส การพัฒนาด้านการเกษตร การสนับสนุนการศึกษา และการอนุรักษ์พลังงาน โดยในวันพรุ่งนี้ ( 26 มี.ค.) ตนจะเป็นประธานเพื่อส่งเม็ดเงินก้อนแรกจำนวน 1,000 ล้านบาทสู่ชุมชน เชื่อว่านอกจากเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ 2. โครงการต้นกล้าอาชีพที่เป็นโครงการฝึกอบรมเพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงาน และให้ทุนสำหรับผู้ที่ผ่านการอบรมและเลือกกลับไปประกอบอาชีพยังภูมิลำเนาเดิม
ส่วนเรื่องที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญต่อไป เช่น ธนาคารต้นไม้ เพราะนอกจากเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูระบบนิเวศชุมชนแล้ว ยังสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ เพราะนำไปสู่การสร้างรายได้ด้วยการแปลงสินทรัพย์เป็นเงิน ทั้งยังเป็นหลักประกันรายได้ในช่วงบั้นปลายชีวีติได้ และหากมีการคิดคำนวณคาร์บอนเครดิตก็จะมีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมาก ซึ่งทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์อยู่ระหว่างการทำรายละเอียด และโครงการเบี้ยยังชีพที่อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูล เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีหลักประกันรายได้เมื่อสูงอายุ และต้องถือเป็นสิทธิ์ ไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่จะหวังนำภาษีมาเป็นเบี้ยยังชีพไม่ได้ ต้องเริ่มที่วางระบบการออมเพื่อชราภาพ ซึ่งมีประชาชนหลาย 10 ล้านคน ที่ไม่ได้อยู่ในระบบราชการและประกันสังคมยังขาดตรงนี้ ถือเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการ เพราะแม้ว่าจะเห็นผลช้าเป็น 10 ปี แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็น
“ยอมรับว่า การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนไม่ใช่เรื่องง่าย บางครั้งต้องมีอุปสรรคและล้มเหลวบ้าง แต่เป็นแนวทางที่ต้องเดินไป และชี้ให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตที่แท้จริงคืออะไร เงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นการพัฒนาต้องพุ่งเป้าไปที่การสร้างความสุขให้กับชีวิต และแม้ว่าในหลายปีเศรษฐกิจอาจะถดถอย แต่สุข ภาวะการดำเนินชีวิตต้องไม่ถดถอย ดังนั้นต้องช่วยกันพลิกฟื้นประเทศไทยด้วยหลักการที่ยั่งยืน พอเพียง และขับเคลื่อนโดยการพึ่งพาตนเอง ” นายกรัฐมนตรี กล่าว



