ข่าว

สุเมธแนะผู้นำท้องถิ่นโคราชใช้ศก.พอเพียงบริหาร

สุเมธแนะผู้นำท้องถิ่นโคราชใช้ศก.พอเพียงบริหาร

02 ส.ค. 2553

เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นำกระแสพระราชดำรัสอบรมผู้นำท้องถิ่นในโคราชใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงบริหารท้องถิ่น หวังสร้างรากฐานประเทศชาติให้มั่นคง ระบุ"ในหลวง"ทรงเน้นย้ำคนไทยต้องทำหน้าที่รักษาทรัพยากรแผ่นดินของชาติ เพราะหากไร้แผ่นดินคนไทยก็ไร้ชีวิต

(2ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เดินทางมาบรรยายพิเศษให้ความรู้เรื่องแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แก่คณาจารย์ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา และประชาชนที่สนใจ เนื่องในโอกาสครบรอบ 24 ปี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา โดยการบรรยายพิเศษในครั้งนี้ได้มุ่งเน้นให้ผู้เข้ารับฟังบรรยายได้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 โดยเฉพาะความเพียงพอในการใช้ชีวิต รวมถึงความสำคัญของความรักความสามัคคีของคนในชาติ โดยเฉพาะหลักการนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการบริหารท้องถิ่น เพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคง ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา คณาจารย์ และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา เข้าร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก 

 ดร.สุเมธ เปิดเผยภายหลังบรรยายพิเศษว่า  การบรรยายให้ความรู้ในครั้งนี้ ยังคงเป็นการให้ความรู้ในเรื่องที่ตนเองพยายามที่จะบอกกล่าวให้กับประชาชนถึงความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริมาเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี ตลอดการทำงาน โดยเฉพาะแนวคิดหลักที่จำเป็นที่จะต้องให้ประชาชนทุกคนเข้าใจก่อนว่าเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้กับคนไทยทุกคนนั้นเปรียบเสมือนหลักธรรม หลักปฏิบัติแนวทางชีวิตแบบกว้างๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกสาขาอาชีพ รวมถึงการดำเนินชีวิตประจำวัน ตลอดจนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ทางการเมืองได้เช่นเดียวกัน
 
 ในการบรรยายครั้งนี้ ได้เน้นถึงการนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการบริหารท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นหน่วยงานรากแก้วของประชาชนที่ถือเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของประเทศและหากรากฐานไม่ดีไม่มีความมั่นคงก็จะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่ท้องถิ่นจะถูกมองข้ามและให้ความสำคัญมากนัก โดยลืมไปว่าท้องถิ่นคือต้นตอของชีวิตของประเทศชาติ ซึ่งการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการบริหารท้องถิ่นนั้น หัวใจสำคัญคืออย่าทำอะไรให้เกินกำลังความสามารถ เกินเงินทุนงบประมาณที่มีอยู่ หรือเกินความจำเป็นต่อท้องถิ่น

 รองลงมาก็คืออย่าเอากิเลสตัณหาเป็นเครื่องนำทางในการตัดสินใจทำอะไร ควรที่จะใช้เหตุผลและสติปัญญาเป็นเครื่องนำทางในการดำเนินการต่างๆ ให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวังเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงอย่าประมาทและควรบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ซึ่งหากนำหลักนี้ไปยึดถือปฏิบัติแล้วสิ่งต่างๆที่ตั้งเป้าหมายไว้ก็จะสัมฤทธิ์ผลและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งท้องถิ่นรวมถึงประเทศชาติ ก่อให้เกิดความสมดุล มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง แต่หากไม่มีความพอเพียงแล้วทุกอย่างก็จะอยู่ในความเสี่ยง และสุดท้ายก็จะประสบกับความล้มเหลวและส่งผลเสียต่อประเทศชาติ
 
 ฉะนั้นควรยึดหลักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้ไว้อย่างเป็นขั้นตอน ให้ดำเนินการทุกอย่างอย่างละเอียดรอบคอบ และให้คำนึงถึงความสุขความสงบของประชาชนให้มากๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น ก็คือต้องรักษาทรัพยากรของแผ่นดินซึ่งเป็นต้นตอของชีวิต เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศให้คงอยู่ต่อไปอย่างมั่นคงซึ่งถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องดำรงรักษาไว้ เพราะหากไม่มีสิ่งนี้แล้วประเทศชาติก็จะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เมื่อประเทศอยู่ไม่ได้ชีวิตก็จะอยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน
 
 ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความเป็นห่วงพสกนิกรที่กำลังประสบกับปัญหาเรื่องของภัยแล้งและภัยธรรมชาติ และทรงรับสั่งให้ทางมูลนิธิชัยพัฒนาได้ค้นคว้าหาข้อมูลในการแก้ไขปัญหาทุกอย่างอย่างละเอียดรอบคอบ โดยมิให้ทิ้งปัจจัยใดๆที่อาจจะเป็นปัญหาอย่างเด็ดขาด

 ทั้งนี้นอกจากการค้นคว้าหาปัญหาที่เกิดขึ้นจากปัจจัยทางธรรมชาติแล้ว ทรงกำชับใช้สังเกตพฤติกรรมของประชาชนด้วยว่าลักษณะของสังคมแต่ละสังคมมีพฤติกรรมเป็นอย่างไร เพื่อนำมาปรับเป็นแผนบริหารจัดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน  โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากน้ำและการเกษตรเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน

 ดังนั้นนอกจากจะศึกษาว่าการขาดแคลนน้ำมีผลจากปัจจัยทางธรรมชาติอย่างไรแล้ว พฤติกรรมการใช้น้ำของเกษตรกรที่มีความชอบหรือความเสี่ยงใดที่ทำให้เกิดปัญหาก็ควรที่จะนำมาปรับดัดแปลงแก้ไขเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการจัดการปัญหามากยิ่งขึ้น