ข่าว

แด่...ผบ.ทบ.คนใหม่จีที200-เรือเหาะ-รถยูเครน

แด่...ผบ.ทบ.คนใหม่จีที200-เรือเหาะ-รถยูเครน

02 ส.ค. 2553

ท่ามกลางการเมืองที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะปัญหาความแตกแยกของคนในสังคมที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาได้ทุกเมื่อ หากแผนปรองดองแห่งชาติของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่เป็นผลบ้านเมืองก็คงจะยากที่จะกลับไปสู่ความสงบสันติได้อีกครั้ง

 การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือน การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการกองทัพบก ถึงแม้ว่ามีการล็อกสเปกไว้แล้ว ก็เป็นอีกองคาพยพหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางบ้านเมือง แต่ใครจะรู้ว่าเส้นทางอำนาจนั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถึงแม้จะก้าวขึ้นสู่ส่วนยอดของหน่วยงานนั้นแล้วก็ตาม

 บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อคือ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก จะขยับจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก มาเป็นผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 37 แทน "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่จะเกษียณอายุราชการปลายเดือนกันยายนนี้ ส่วนตำแหน่งอื่นๆ น่าจะมีความชัดเจนกลางเดือนสิงหาคม

 แต่การขึ้นมาดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังร้อนระอุ

 ที่สำคัญก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องเข้ามา “สะสาง” ปัญหาที่มีอยู่มากมายกองเป็นพะเนินในเวลานี้ โดยเฉพาะปัญหาการจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ในยุคก่อนหน้าโดยเฉพาะการจัดซื้อรถยานเกราะล้อยาง

 แม้ว่า นายอังดรีย์ เบชตา อุปทูตยูเครนประจำประเทศไทย จะชี้แจงรายละเอียดแล้วก็ตาม โดยเฉพาะเรื่องการจัดส่งมาถึงไทยให้ครบ 96 คันในปี 2554 แต่ก็ยังถูกโจมตีจากกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ โดยเฉพาะการตั้งโครงการจัดซื้อลอตที่สอง จำนวน 121 คัน

 ทว่า นายอังดรีย์ ยังต้องทำหนังสือถึง พล.อ.ประวิตร เพื่อชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอีกครั้ง โดยเฉพาะการเชิญเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อเดินทางไปดูโรงงานการผลิตชิ้นส่วนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตรถยานเกราะล้อยาง ที่มีการผลิตชิ้นส่วนขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ไม่ได้เป็นการนำชิ้นส่วนเก่ามารีไซเคิลอย่างที่ถูกกล่าวหา

 รวมไปถึงเครื่องตรวจวัตถุระเบิด “จีที 200” ที่ยังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตี ทั้งๆ ที่รัฐบาลได้สั่งให้ระงับการใช้แล้วก็ตาม ทั้งนี้เพราะงบประมาณของกองทัพบกเกือบ 1,000 ล้านบาท ในจัดซื้อจัดหา “จีที 200” เพื่อใช้ในภารกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั้นไม่อาจทำให้หลายฝ่ายเมินเฉยได้

 เพราะการสูญเสียงบประมาณจำนวนที่มากเมื่อเทียบเท่ากับการใช้งานแล้ว “ไม่คุ้มทุน”

 แต่ก็ใช่ว่าเครื่องตรวจวัตถุระเบิด “จีที 200” จำนวนกว่า 800 เครื่อง จะถูกเก็บใส่กล่องรอรีไซเคิลเสียทีเดียว เพราะหน่วยปฏิบัติอย่าง “อีโอดี” ยังมั่นใจในประสิทธิภาพว่า เครื่องตรวจวัตถุระเบิด “จีที 200” สามารถใช้งานได้จริง 100 เปอร์เซ็นต์

 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบ และคงมีความพยายามที่จะกลับนำมาใช้อีกครั้ง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าใจว่า ไหนๆ ก็ซื้อมาแล้ว และ “มีเครื่องมือใช้ดีกว่าไม่มีอะไรเลย”

 ขณะเดียวกัน ก็มีกระแสข่าวว่า เตรียมที่จะขออนุมัติทดลองประสิทธิภาพของเครื่องตรวจวัตถุระเบิด “จีที 200” ที่ว่าอีกครั้งเร็วๆ นี้

 “เรือเหาะ” หรือ “บอลลูนลอยฟ้า” ที่กองทัพบกจัดซื้อจัดหามาเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ยังคงเกิดปัญหาอย่างหนัก เพราะการดันงบประมาณในการจัดซื้อถึง 350 ล้านบาท แต่กลับไม่สามารถใช้งานได้จริง เพราะตั้งแต่นำเข้ามาประจำการในพื้นที่ จ.ปัตตานี ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงบัดนี้ “เรือเหาะ” เจ้าปัญหา ก็ยังไม่สามารถใช้งานได้จริงตามคำร่ำลือ

 พล.อ.อนุพงษ์ ต้องการใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจจับกลุ่ม “ก่อการร้าย” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เอาเข้าจริงเรือเหาะ กลับเหาะได้ไม่ถึงชั่วโมง

 สารพัดปัญหาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “รอยรั่วซึม” ที่เกิดขึ้นจุดนั้นจุดนี้ ไม่หยุดหย่อน แม้ว่าปัญหาที่พบเกิดรอบด้าน แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อกำหนดการ มันถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะ และระบบตรวจการณ์ทางอากาศของกองทัพบก จึงขะมักเขม้นเป็นพิเศษ

 คร่าวๆ ก็คือส่งมอบเรือเหาะที่บินได้ ก่อนที่ พล.อ.อนุพงษ์ จะเกษียณอายุปลายเดือนกันยายน

 ทั้งนี้ เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม คณะกรรมการของกองทัพบกได้ประชุมร่วมกับบริษัทตัวแทนจำหน่ายเกี่ยวกับปัญหา “รอยรั่วซึม” ของเรือเหาะเจ้าปัญหาดังกล่าว โดยคณะกรรมการได้เสนอให้ทางบริษัทนำเรือเหาะลำใหม่ มาเปลี่ยนให้ แต่ทางบริษัทอ้างว่า ถ้าจะเอาลำใหม่ ต้องใช้เวลา 3 เดือน

 การจัดซื้อของกองทัพบกทั้ง 3 รายการ กำลังจะกลายเป็นเผือกร้อนที่ส่งผ่านไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ที่หากว่าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็ต้องได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.อย่างแน่นอน

 แต่ละเรื่องล้วนแต่หนักหนาสาหัส และอาจพาดพิงถึง "พี่" เก้าอี้ ผบ.ทบ.หนนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่หอมหวนนักสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์

ทีมข่าวความมั่นคง