ข่าว

ยกฟ้องทักษิณ-ทรท.ฟ้องหมิ่น“สนธิ-เจิมศักดิ์-ชัยอนันต์-สื่อเครือผู้จัดการ”

ยกฟ้องทักษิณ-ทรท.ฟ้องหมิ่น“สนธิ-เจิมศักดิ์-ชัยอนันต์-สื่อเครือผู้จัดการ”

25 มี.ค. 2552

ศาลพิพากษายกฟ้อง “สนธิ- เจิมศักดิ์ – ชัยอนันต์ - สื่อครือผู้จัดการ” จัดเสวนาหมิ่น “ทักษิณ-ไทยรักไทย” ร่วมปฏิญญาฟินแลนด์ ชี้ แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตในนโยบายบริหารราชการแผ่นดินที่มีแนวโน้มสร้างความเสียหายต่อประเทศ ขณะที่การเสวนาไม่มีคำยืนยันปฏิญญามีจริงหรื

ที่ห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 25 มี.ค.2552 เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1747 / 2549 ที่พรรคไทยรักไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรค และอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ที่ 1-2 ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย , นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว.กทม. , นายชัยอนันต์ สมุทรวณิช , นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ และคอลัมนิสต์ , บริษัทไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด ผู้ให้บริการโทรทัศน์ระบบดาวเทียม ASTV , นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล,

นายพชร สมุทวณิช, นายขุนทอ ง ลอเสรีวานิช กรรมการ บ.ไทยเดย์ ฯ , บริษัท แมเนจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด ( มหาชน), น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรงค์ ผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ.แมเนเจอร์ ( ศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวน ) และนายปัญจภัทร อังคสุวรรณ ผู้ดูแลเว็บไซด์ แมเนเจอร์ เป็นจำเลยที่ 1-11 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นด้วยการโฆษณา สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 24 - 25 พ.ค.49 พวกจำเลยจัดเสวนาเรื่องปฎิญญาฟินแลนด์ยุทธศาสตร์ครองเมืองของไทยรักไทย ซึ่งถ่ายทอดสดออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ASTV และเว็บไซด์ผู้จัดการ หมิ่นประมาทโจทก์ว่าต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปสู่การปกครองในระบอบทักษิณโดยมุ่งหมายเข้าบริหารประเทศตามข้อตกลงปฏิญญาฟินแลนด์

ศาลเห็นว่าการจัดเสวนาของจำเลยแม้จะมีการกล่าวถึงปฏิญญาฟินแลนด์แต่ไม่มีการยืนยันว่าข้อตกลงดังกล่าวจะมีจริงหรือไม่และโจทก์ทั้งสองเคยทำข้อตกลงดังกล่าวกับบุคคลใดโดยจำเลยเพียงแต่กล่าวถึงการบริหารราชการแผ่นดินของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการบริหารในขณะนั้นเนื่องจากพวกจำเลยซึ่งเป็นนักคิด นักวิชาการ และสื่อมวลชน ไม่เห็นด้วยกับแนวนโยบายดังกล่าวและเห็นว่าการบริหารราชการแผ่นดินของโจทก์ทั้งสองมีแนวโน้มที่จะทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย

โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้มีอำนาจในการปกครองประเทศถือเป็นบุคคลสาธารณะที่ประชาชนจะแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะมีผลกระทบต่อประชาชนและประเทศได้ โดยไม่ว่าโจทก์ทั้งสองหรือบุคคลใดจะมาเป็นรัฐบาลก็ย่อมที่จะถูกประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายได้ซึ่งแม้การกล่าวเสวนาของจำเลยจะใช้ถ้อยคำที่เกินเลยไปบ้างแต่ก็เป็นไปในลักษณะของการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต การกระทำของ จำเลยที่ 1 – 4 จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 – 4 ไม่มีความผิด การกระทำของจำเลยที่ 5-9 และ 11 ก็ไม่เป็นความผิดไปด้วย พิพากษายกฟ้อง

ขณะที่วันเดียวกันนี้ ศาลยังได้มีคำพิพากษาคดีที่พรรคไทยรักไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นโจทก์ที่ 1-2 ยื่นฟ้อง นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ ,บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ,น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ ผู้บริหารแผนฟื้นฟูบริษัทแมเนเจอร์ ฯ (ศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวน ) , นายขุนทอง ลอเสรีวานิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการ และนายปัญจภัทร อังคสุวรรณ ผู้ดูแลเว็บไชต์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ,ดูหมิ่นด้วยการโฆษณา กรณีวันที่ 17- 25 พ.ค.49 จำเลยทั้งห้า ร่วมกันตีพิมพ์และเผยแพร่โฆษณาบทความ “ยุทธศาสตร์ฟินแลนด์ : แผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย ?” ของนายปราโมทย์ จำเลยที่ 1 ลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน และเว็บไซต์ผู้จัดการ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 1 เขียนบทความรื่อง “ ยุทธศาสตร์ปฎิญญาฟินแลนด์เปลี่ยนแปลงการปกครองไทย ” รวม 5 ตอน ซึ่งเตีพิมพ์ใน นสพ.ผู้จัดการ และเผยแพร่ในเว็บไซต์ที่ประชาชนทั่วไปสามารถหาอ่านได้อย่างทั่วถึง โดยระบุทำนองว่าโจทก์มีนโยบายที่ต้องการทำลายระบบราชการไทย การสร้างระบบการเมืองพรรคเดียว และล้มล้างสถาบันเบื้องสูง ซึ่งจำเลยก็ได้เบิกความยืนยันว่า ปฎิญญาฟินแลนด์มีอยู่จริง หากปล่อยให้โจทก์ทั้งสองดำเนินการจนครบขั้นตอนอาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการปกครอง ซึ่งข้อมูลที่นำมาเขียนนั้นรับทราบมาจากนักวิชาการหลายคน แต่จำเลยที่ 1 กลับไม่นำบุคคลเหล่านั้นมาเป็นพยานเบิกความ และไม่นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองได้กระทำการล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด นอกจากนี้ท้ายบทความยังได้เรียกให้ประชาชนต่อต้านโจทก์ทั้งสองที่กำลังลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 2 เม.ย.2549 ด้วย จึงเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ตามหลักวิชาการ ซึ่งทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

ส่วนนายขุนทอง จำเลยที่ 4 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา มีหน้าที่กลั่นกรองเนื้อหาก่อนตีพิมพ์ ซึ่งขณะเกิดเหตุ มีความขัดแย้งทางการเมืองเป็นสองฝ่ายระหว่างผู้สนับสนุนรัฐบาล และผู้คัดค้านที่นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็น 1 ใน 5 แกนนำที่จำเลยที่ 4 เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเมื่อพิจารณาดูเนื้อหาการเสนอข่าวของจำเลยที่ 4 แล้วส่วนมากมีเนื้อหาโจมตีรัฐบาล ดังนั้นเชื่อว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนรู้เห็นและทราบว่าบทความดังกล่าวมีเนื้อหาดูหมิ่นโจทก์ทั้งสองด้วย พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 กระทำผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.329, 393 ประกอบ ม.83 อันเป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาอันเป็นหนักสุด ให้จำคุกนายปราโมทย์ จำเลยที่ 1 และนายขุนทอง จำเลยที่ 4 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท และให้จำเลยทั้งสอง ร่วมกันลงโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อพอได้ใจความลงใน นสพ.ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน บ้านเมือง และผู้จัดการ เป็นเวลา 7 วัน

แต่จำเลยที่ 1 เป็นนักวิชาการ จำเลยที่ 4 เป็นนักหนังสือพิมพ์ เคยสร้างคุณงามความดีมาก่อน และที่กระทำผิดเพราะต้องการปกป้องสถาบันที่เคารพ ประกอบกับ จำเลยที่ 1 และ 4 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้เป็นเวลา 2 ปี ส่วนบริษัทแมเนเจอร์ ฯ จำเลยที่ 2 และ นายปัญจภัทร จำลเยที่ 5 เป็นเพียงเจ้าของและผู้ดูแลเว็บไซต์ ซึ่งไม่มีส่วนกับการคัดเลือกบทความ จึงพิพากษายกฟ้อง

ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาแล้วทนายนายปราโมทย์ และนายขุนทอง จำเลยที่ 1 และ 4 ได้นำเงินสดจำนวนคนละ 100,000 บาท ชำระค่าปรับตามคำพิพากษา โดยนายปราโมทย์ กล่าวว่า จะปรึกษานายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ เพื่อเตรียมยื่นอุทธรณ์เสู้คดีภายใน 30 วัน เนื่องจากคดีที่ถูกพ.ต.ท.ทักษิณ ฟ้องก่อนหน้านี้และเป็นคดีที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน ศาลได้พิพากษายกฟ้อง โดยศาลมีดุลพินิจว่าตนแสดงความคิดเห็นโดยบริสุทธิ์ใจ ในฐานะนักวิชาการ อย่างไรก็ตามแม้ศาลจะให้รอลงอาญา 2 ปี ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกอะไร เนื่องจากตนเป็นนักวิชาการมา 50 ปี เขียนบทความมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50-60 บทความ หลังจากนี้ก็จะยังคงทำหน้าที่นักวิชาการต่อไป

ขณะที่ นายสนธิ กล่าวถึงการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิน ครั้งล่าสุด ที่พาดพิงบุคคลระดับสูง รวมทั้งองค์คมนตรี ว่า “เหมือนการโยนขี้เข้ามาในวงข้าว” และเป็นยุทธศาสตร์การใส่ร้ายป้ายสีแบบเก่าๆที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อยู่เป็นประจำ

นายสนธิ ยังกล่าวถึงคดีที่ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกับแกนนำกับแนวร่วมพันธมิตรฯ รวม 21คน ข้อหาก่อความวุ่นวาย กรณีนำมวลชนปิดล้อมอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 ที่ผ่านมาว่า ในวันที่ 30 มี.ค. นี้ พวกตนทั้ง 21 คน จะเข้ารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.)โดยยืนยันว่าจำไม่มีการนำประชาชนไปปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดง ที่นัดชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 26 มีนาคม นี้ อย่างแน่นอน และเชื่อว่าการชุมชนของคนเสื้อแดงน่าจะยุติลงก่อนวันที่ 30 มีนาคม อย่างไรก็ดีส่วนตัวคิดว่าหากกลุ่มคนเสื้อแดงต้องการได้ชัยชนะจะต้องชุมนุมต่อเนื่องให้ได้ 194 วัน เพราะกลุ่มพันธมิตรฯต้องชุมนุมต่อเนื่องถึง 193วันจึงได้รับชัยชนะ

เมื่อถามถึงแนวคิดการจัดตั้งพรรคการเมืองพันมิตร นายสนธิ กล่าวว่าเรื่องนี้เป็นการโยนหินถามทาง ซึ่งล่าสุดตนไปสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มพันธมิตรฯที่สหรัฐ ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ อย่างไรก็ดีจะมีการประชุมแกนนำพันธมิตรฯในวันที่ 24พ.ค.นี้ เพื่อหาข้อยุติเรื่องนี้อีกครั้ง