
ศึกการเมืองสะเทือน"ข้าราชการ"
ย้อนมองประวัติของ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" จากเด็กหัวดีชาวชัยนาท ศิษย์เก่าดีเด่นของ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้ที่ไต่เต้ารับราชการจนได้เป็น "อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) ในยามนี้ "ธาริต" ถูกลูบคมด้วยข่าวร้ายหนักที่สุดในรอบ 53 ปี
"ธาริต" เริ่มต้นชีวิตในแวดวงกฎหมาย ด้วยการตัดสินใจเข้าเรียนจนจบนิติศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยม จากรั้ว ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เริ่มรับราชการที่สำนักงานอัยการสูงสุดตั้งแต่ปี 2532 ในมุมของชีวิตส่วนตัว "ธาริต" และภรรยา "วรรษมล เพ็งดิษฐ์" ได้พบรักและแต่งงานกันที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีลูกชายด้วยกัน 1 คน
ว่าไปแล้วการทำงานของ "ธาริต" ไม่ต่างจากอัยการคนอื่นๆ เขาตระเวนรับราชการเป็นอัยการจังหวัดอยู่หลายพื้นที่ ต่อมาได้รับความไว้วางใจจาก "นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช" รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้ไปช่วยราชการที่ "สำนักนายกรัฐมนตรี" เป็นที่ปรึกษาให้แก่ "ดร.พันศักดิ์ วิญญูรัตน์" กุนซือคนสำคัญของพรรคไทยรักไทย
การที่ได้ร่วมงานทางการเมืองกับพรรคไทยรักไทย ทำให้ได้รู้ว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" และ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" อดีตนายกรัฐมนตรี น้องเขย "ทักษิณ" มีความคิดจะตั้ง "ดีเอสไอ" คานอำนาจสอบสวนของตำรวจ จึงมอบหมายให้ "ธาริต" ร่วมยกร่างกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษ หลังก่อตั้ง "ดีเอสไอ" เป็นรูปเป็นร่าง "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ซึ่งขณะนั้นเป็น "ปลัดกระทรวงยุติธรรม" ได้ขอตัว "ธาริต" จากสำนักงานอัยการสูงสุด มานั่ง "รองอธิบดีดีเอสไอ" ดูแลงานวิชาการ ในยุคที่มี "พล.ต.ท.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์" เป็นอธิบดีดีเอสไอคนแรก
การเมืองยุค "พ.ต.ท.ทักษิณ" ยุคตำรวจเฟื่องฟูจึงไม่แปลกที่ "พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์" มานั่ง "อธิบดีดีเอสไอ" และโอนย้ายเหล่าสีกากีก้นกุฏิมายึดครองตำแหน่งบริหาร ขณะที่ "ธาริต" ยังนั่งรองอธิบดีดีเอสไอ ทำงานด้านวิชาการอยู่เงียบๆ
เมื่อเห็นชัดว่าเติบโตในดีเอสไอไม่ได้แน่ "ธาริต" จึงมองหาลู่ทางใหม่ ซึ่งเป็นจังหวะที่รัฐบาลต้องการลดงาน "ป.ป.ช." ด้วยการจัดตั้ง "สำนักงาน ป.ป.ท." ขึ้นมาตรวจสอบการทุจริตของข้าราชการระดับปลาซิวปลาสร้อย "ธาริต" จึงมีบทบาทสำคัญในการยกร่างกฎหมายจัดตั้งสำนักงาน ป.ป.ท. และผงาดขึ้นเป็นเลขาธิการ ป.ป.ท.ในที่สุด
ความเจริญก้าวหน้าของ "ธาริต" ฉายแสงขึ้นอีกครั้งในยุครัฐบาลพลังประชาชน โดยได้รับการสนับสนุนจาก "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" รองหัวหน้าพรรคด้วยสไตล์การทำงานกล้าได้กล้าเสียทำให้ "ธาริต" ได้รับโอกาสต่อเนื่องถึงยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ ขณะเดียวกันก็ทำให้ "ธาริต" ถูกคนในแวดวงกระทรวงตาชั่งโจมตีค่อนแคะว่าเป็นคนขั้วอำนาจเก่าไว้ใจไม่ได้
ซึ่งเรื่องนี้ "ธาริต" เปรยให้คนใกล้ชิดได้ฟังหลายครั้งว่า เขามีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็นไทยรักไทยหรือประชาธิปัตย์ แต่ไม่เคยฝักใฝ่ฝ่ายใด ทำงานแบบข้าราชการมืออาชีพ ไม่เชียร์ทั้งเหลืองและแดง แต่เน้นให้ความเห็นเรื่องข้อกฎหมายที่ถูกต้อง
การทำงานแบบถึงลูกถึงคน ขอไม่ได้ สร้างชื่อให้ "ป.ป.ท." ลอยลมบน ทั้งเรื่องการตรวจสอบความไม่โปร่งใสการบริหารเงินกองทุน กบข. ปราบปรามตู้ม้า แหล่งอบายมุข ฮั้วประมูลนมโรงเรียน และกระชากหน้ากากเสี่ยขาวเจ้าของซานติก้าผับ จากผลงานทำให้ผู้จัดการรัฐบาล ปชป.ไว้วางใจโยกมาเป็นอธิบดีดีเอสไอแทน "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" ที่ทำงานสวนทางคนในค่ายสะตอ แถมยกเก้าอี้ "โฆษกกระทรวงยุติธรรม" ให้อีกด้วย
ก้าวกระโดดครั้งสำคัญนี้สร้างความเจ็บช้ำปนอิจฉาทำให้ "ธาริต" ทำงานลำบาก และฝ่ายนโยบายชื่นชอบสไตล์การทำงานของ "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" และ "พ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ" การบริหารของอธิบดีใหม่ค่อนข้างหืดจับ
ในที่สุดวิกฤติก็พลิกเป็นโอกาส เมื่อดีเอสไอส่งสำนวนคดีเงินบริจาคของทีพีไอเพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ สายสัมพันธ์ของกลุ่มตำรวจกับผู้จัดการรัฐบาลจึงขาดสะบั้น คาบเกี่ยวกับการชุมนุมก่อความไม่สงบของคนเสื้อแดง "ธาริต" จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญร่วมเป็นกรรมการ ศอฉ.แทน "กิตติพงษ์ กิตยารักษ์" ปลัดกระทรวง และเข้าไปร่างแผนให้ข้อแนะนำในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน กระชับพื้นที่ไม่ให้ซ้ำรอย รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จากนั้นก็รับไม้ต่อเพื่อจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายตามกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษ
ผลงานของ "ธาริต" ในห้วงของการสอบสวนคดีก่อการร้ายเด่นชัดเสียยิ่งกว่ารัฐมนตรีว่าการ ขณะที่คนในกระทรวงตาชั่งก็พากันหลีกหนี ไม่มีคนใดออกมารับลูก หรือให้การสนับสนุนงานของ "ธาริต" มากนัก โดยอ้างเพียงสั้นๆ ว่าไม่ยุ่งการเมือง เป็นเหตุให้การสร้างผลงานของ "ธาริต" ออกแนวฉายเดี่ยว และถูกมองว่ากล้าชน จนถูกโดดเดี่ยวในที่สุด
แผลแรกที่อธิบดีดีเอสไอถูกเปิดเป็นประเด็นตีแสกหน้า เป็นกรณีเพชรของกลางหาย แม้ว่าภายหลังเจ้าของร้านจิวเวลรี่ออกมาการันตีว่า เครื่องประดับทุกรายการอยู่ในเซฟครบ แต่ข่าวที่ออกไปทำให้สังคมส่วนใหญ่เชื่อว่า เพชรหายจริง และมีการเคลียร์ปัญหาจนเรื่องคลี่คลาย
ความวัวยังไม่หาย ประเด็นเมียเรียกรับเงินใต้โต๊ะเคลียร์ภาษีของ "เสี่ยเม้ง" ซึ่งเรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2551 ก็ถูกพรรคเพื่อไทยนำมาแฉต่อสื่อถึงขั้นจุดธูปโชว์สาบาน โดย "ธาริต" ประเมินว่า ข่าวร้าย 2 เรื่อง กินพื้นที่ข่าวนาน 2 สัปดาห์เป็นเพียงโหมโรง จากนี้ไปยังต้องเจ็บอีกแยะ
2 สัปดาห์หลังสั่งไม่ฟ้องคดีทีพีไอไซฟ่อนเงิน มองซ้ายมองขวาไม่มีใครช่วยกันหลัง "ธาริต" ทำให้ต้องหันพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์สะเดาะเคราะห์ปีชง ด้วยการพาเมียไปไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ก่อนมานั่งปลงว่า “วิกฤติที่เกิดขึ้นถือเป็นกรรมของครอบครัว ผมในฐานะหัวหน้าครอบครัวและรับราชการมีตำแหน่งเป็นอธิบดีดีเอสไอ รับผิดชอบต่อคดีใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย การสั่งฟ้องครั้งนี้ถือเป็นจุดตายของพรรค เขาก็ต้องสู้ สำหรับครอบครัวของผมถูกทำให้ได้รับความเสียหายผ่านสื่อมวลชนไปแล้ว แต่ไม่เป็นไรเพราะยังมีขั้นตอนตามกฎหมายให้พิสูจน์ความจริง”
ช่วงนี้ "ธาริต" จึงค่อนข้างระมัดระวังการให้สัมภาษณ์ อีกทั้งยังได้รับคำเตือนจากผู้ใหญ่ว่า ไม่ควรพูดหรือตอบโต้ผ่านสื่อ คดี "เสี่ยเม้ง" หลักฐานการโอนเงินให้สำนักงานบัญชีและทนายความ เพื่อจ้างวางแผนบัญชีจัดตั้งบริษัท มีอยู่พร้อมสรรพ รอเพียงเปิดสู้กันในศาลเท่านั้น
ศึกนอกไม่ได้เป็นภัยด้านเดียวของ "ธาริต" เพราะศึกภายในกระทรวงก็ไม่ย่อย ยิ่งเสร็จภารกิจสำคัญอาจมีการฆ่าขุนพลเกิดขึ้น จึงต้องจับตาการโยกย้ายปลายปีเดือนกันยายนนี้ว่า ชื่อของ "ธาริต" จะอยู่ในเกมเก้าอี้ดนตรีหรือไม่ เพราะปีนี้เลขาธิการ ป.ป.ส.กับเลขาธิการ ป.ป.ท. ว่างพร้อมกัน 2 ที่นั่ง
ท้ายสุดคงต้องฝากเป็นอุทาหรณ์ให้ย้อนดูประวัติของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง หลายคนหลังบ้านพาเสื่อม บริวารเป็นพิษ เริ่มต้นเบาๆ ด้วยการจัดทีมงานมานั่งประจำหน้าห้อง จากนั้นก็อ้างความเป็นห่วงจึงต้องร่วมรับรู้เพื่อช่วยตัดสินใจ หนักเข้ากลายเป็นการเปิดช่องให้ผู้คนวิ่งเข้าออก จึงไม่แปลกที่พักหลังจะมีคนปล่อยมุกแซว "ธาริต" ด้วยความเป็นห่วงอยู่บ่อยครั้งให้ระวัง พพม.!!!



