ข่าว

กำลังใจดีๆ เพื่อสตรีไทย

กำลังใจดีๆ เพื่อสตรีไทย

01 ส.ค. 2553

แม้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาจะยังไม่ใช่ “วันสตรีไทย” ซึ่งตรงกับวันที่ 1 สิงหาคมของทุกปี แต่ก็เรียกได้ว่าบรรยากาศนับตั้งแต่เช้าจรดเย็นย่ำอิ่มเอิบและชื่นชุ่มหัวใจผู้หญิงไทยจากทั่วประเทศอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะภายในบริเวณหอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกน้อย เหล่าคณะกรรมการจัดงาน “วันสตรีไทย ครั้งที่ 8 ประจำปี 2553” นำโดย คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, สมาชิกเครือข่ายสภาสตรีแห่งชาติ 191 องค์กร และภาคีหลักทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกกว่า 100 องค์กร ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะพิธีพระราชทานโล่เบื้องพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้แก่สตรีไทยดีเด่นประจำปี 2553 จำนวน 100 คน อาทิ ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา, ศ.ประภาศรี สีหอำไพ, ธนพรรณ พิมพ์ใจชน ฯลฯ และผู้ชนะเลิศจากโครงการเพชรน้ำหนึ่งจำนวน 16 องค์กร ได้แก่ สมาคมสตรีจังหวัดนราธิวาส, สมาคมนักเรียนเก่ามาแตร์เดอีวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นต้น

 ในการนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์เพื่อทรงเป็นประธานจุดเทียนชัย เปิดงาน โดยมี อิสสระ สมชัย รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยเหล่าข้าราชการ และตัวแทนสตรีไทยจากทั่วประเทศ เฝ้ารอรับเสด็จด้วยความปลาบปลื้ม

 หลังจากคณะทำงานกล่าวถวายรายงานและวัตถุประสงค์ของการจัดงานแล้ว ทรงทอดพระเนตรนิทรรศการเทิดพระเกียรติและนิทรรศการวันสตรีไทยของหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่างๆ นำมาจัดแสดง ทั้งนี้ ทรงแวะที่ซุ้มของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อพระราชทานวโรกาสให้เจ้าหน้าที่ฉายพระรูปบันทึกลงบนแผ่น “แสตมป์ที่ระลึกวันสตรีไทย 1 สิงหา” อีกด้วย

ทั้งนี้ ก่อนเสด็จฯ กลับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานวโรกาสให้แก่เหล่าสตรีไทยดีเด่นและคณะกรรมการจัดงาน ร่วมฉายพระรูป โดยมีพระราชปฏิสันฐานต่อคณะผู้เข้าเฝ้าฯ ใจความว่า “ผู้ที่ทำงานเพื่อสตรีไทยหลายคนคุ้นเคยดี เหมือนอุตสหกรรมในครอบครัว เพราะทุกคนต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือ จึงมีงานกว้างขวางเยอะมาก” พร้อมกับทรงมีพระราชดำรัสถึงสตรีที่เข้ารับพระราชทานโล่ ใจความว่า “ดีใจที่เห็นสตรีไทยดีเด่นมีจำนวนมากมาเข้าเฝ้าฯ แต่เพราะติดภารกิจจึงไม่มีเวลามาพระราชทานรางวัล” สร้างความปลาบปลื้มใจแก่คณะผู้เฝ้าจนร่วมกันเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ”