
ก้อนกรวดในขวดแก้ว
เคยสังเกตว่าเมื่อใดก็ตามที่พูดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย คนไทยทั่วไปสามารถไล่เรียงตั้งแต่ยุคสุโขทัย มาถึงอยุธยา กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ถ้าถามถึงเหตุการณ์หรือบุคคลสำคัญ เรามักจะจำกันได้แค่เรื่องเสียกรุงศรีอยุธยา กับสมเด็จพระนเ
เกิดขึ้นมากมาย และมีบุคคลที่มีส่วนในการสร้างประวัติศาสตร์ของชาติเป็นจำนวนมาก แต่โดยเหตุที่เรามักจะเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากพงศาวดารเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ภาพของประวัติศาสตร์ไทยจึงหนักไปในทางศึกสงคราม และมีลักษณะเป็นเพียงโครงร่างที่มีแต่เส้นกรอบนอก หรือขวดแก้วใสแจ๋ว ที่ไม่มีอะไรบรรจุอยู่ภายใน
สิ่งเหล่านี้แตกต่างไปจากประวัติศาสตร์ของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชาติตะวันออกอย่างจีน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือชาติตะวันตกอย่างยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐ ที่จะอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวต่างๆ นานัปการ และบุคคลที่มีส่วนร่วมมากมาย รวมทั้งบทบาทที่หลากหลายไม่ว่าจะร้ายหรือดี สหรัฐเองนั้น มีประวัติศาสตร์ของชาติควบคู่ไปกับประวัติของบุคคลที่เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงทางสังคม
เศรษฐกิจ การเมือง การทหาร วิทยาการ นักคิด นักเขียน ศิลปิน นักกีฬา นับตั้งแต่นักปฏิวัติอย่าง โธมัส เจฟเฟอร์สัน, เบนจามิน แฟรงคลิน, จอห์น อาดัมส์ ในสมัยประกาศเอกราช นักรบอย่างยอร์จ วอชิงตัน, ยูลิซิส แกรนท์, ดักลาส แม็กอาเธอร์ นักการเมืองอย่าง อับราฮัม ลินคอล์น, จอห์น เคนเนดี นักประดิษฐ์อย่าง โธมัส เอดิสัน, เฮนรี ฟอร์ด นักธุรกิจและวิทยาการสมัยใหม่อย่าง บิล เกตส์ นักร้อง-นักแสดงอย่าง เอลวิส เพรสลีย์, ไมเคิล แจ็กสัน แม้กระทั่งคนนอกกฎหมายอย่าง เจสซี เจมส์, บิลลี เดอะ คิด หรือ อัล คาโปน เป็นต้น
คนอเมริกันเหล่านั้น ในสายตาของคนทั่วไปบางคนอาจจะดูไร้ค่าเช่นกรวดทราย แต่การที่นำเม็ดกรวดเม็ดทรายเหล่านั้นมาใส่ลงในขวดแก้วไปด้วยกัน ก็ทำให้ขวดใบนั้นเต็มไปด้วยสีสันและเรื่องราวมากมาย ไม่ใช่ขวดเปล่าที่ถูกวางทิ้งให้ฝุ่นจับอยู่บนหิ้ง
เรามักเรียกร้องให้คนไทยรักชาติ รักประวัติศาสตร์ แต่คนเราจะเกิดความรัก ความหวงแหนสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ ก็ต่อเมื่อเขารู้สึกถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ มีความผูกพัน หรือการมีส่วนร่วมในสิ่งนั้นๆ ดังนั้น ประวัติศาสตร์โดยรวมจึงมีความสำคัญไม่น้อยกว่าประวัติศาสตร์ของชาติ
ความจริงแล้ว เมืองไทยยังมีคนดีคนเก่ง และคนที่เราน่าจะรู้จักอยู่อีกมากมาย เพียงแต่คนดีคนเก่งของเมืองไทยนั้น จะพอรู้จักกันบ้างก็จากหนังสืองานศพเมื่อคนคนนั้นเสียชีวิต หรือได้รับการยกย่องจากต่างชาติ แต่กับคนไทยด้วยกันเองแล้ว ไม่ค่อยจะได้รับการพูดถึงหรืออยากจะพูดถึงกันสักเท่าไหร่ ทั้งที่คนดีคนเก่งเหล่านั้น ก็มีอยู่ทั่วประเทศไทย มิใช่เฉพาะในเมืองหลวง
การเรียกร้องความรักชาติ รักประวัติศาสตร์ของชาตินั้น แทนที่จะสร้างจากบนลงล่างเช่นในอดีต เราน่าจะหันมาสร้างจากข้างล่างขึ้นไปสู่ข้างบน ด้วยการให้ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เหตุการณ์และสถานที่สำคัญของพื้นที่ และเรื่องราวของบุคคลระดับชาวบ้าน ซึ่งไม่ผูกติดอยู่กับการรบพุ่งเพียงอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยการสร้างสรรค์ด้านอื่นๆ ด้วย หากเป็นเช่นนี้ได้ก็จะนำไปสู่การเป็นประวัติศาสตร์ที่ทุกคนเป็นผู้สร้าง เป็นเจ้าของ และมีส่วนร่วม ซึ่งจะทำให้บังเกิดความรู้สึกถึงความเป็นชาติอย่างสมบูรณ์ขึ้น
และเมื่อถึงจุดนั้น ถึงไม่มีใครบอกให้เขารักชาติรักประวัติศาสตร์ เขาก็จะรักด้วยตัวของเขาเองครับ



