
รุกคลองรากเหง้าทุจริตท้องถิ่น
การบุกรุกลำราง หรือคลองสาธารณะทั้งจากชาวบ้าน นายทุน ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เป็นปรากฏการณ์ร่วมที่เกิดขึ้นเกือบทั้งประเทศไทย ดูเหมือนเป็นปัญหาซ้ำซาก ยากจะแก้ไข และอาจไม่เป็นที่สนใจมากนัก ทั้งที่ปัญหาการบุกรุกคลองสาธารณะ ก็มีนัยสำคัญไม่แตกต่างไปจากการบุกรุกพื
ที่ส่งผลกระทบถึงชาวบ้านทั่วไป เช่น กรณีคลองสาธารณะ เมื่อมีการถมและผนวกเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตนเอง ก็จะไปปิดกั้นทางระบายน้ำ ทำให้น้ำท่วม ประการสำคัญการละเมิดกฎหมายของผู้บุกรุก ที่นับวันจะขยายตัวออกไปมากขึ้น มาจากการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่รัฐเอง ซึ่งอาจเป็นบ่อเกิดของการคอรัปชั่นทางหนึ่ง
กรณีตัวอย่างที่ชาวบ้านหมู่ 13 ต.ปากกราน อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับความเดือดร้อนจากนายทุนต่างถิ่น ที่ยึดครองพื้นที่ซึ่งแต่เดิมเป็นคลองมอญ และถมคลองเชื่อมเป็นพื้นที่เดียวกับที่ดินของตัวเอง โดยเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นได้ตรวจสอบแล้วบันทึกว่า มีการบุกรุกที่ดินสาธารณะจริง หากแต่ได้จัดการให้มีท่อระบายน้ำแล้ว ชาวบ้านจึงไม่เดือดร้อนนั้น ไม่ว่าจะมีเหตุสงสัยว่าการตัดสินข้อพิพาทโดยมิได้ยึดหลักกฎหมาย และการรักษาที่ดินสาธารณะนี้ มีมูลเหตุจูงใจใดหรือไม่ แต่นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เคยสั่งการให้นายอำเภอทั้ง 16 อำเภอ ตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ในเรื่องนี้หรือไม่ จะต้องตอบคำถามว่าคำสั่งการมีผลในทางปฏิบัติอย่างไร
ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก็มีปัญหาเช่นเดียวกับต่างจังหวัด ซึ่งส่งผลให้เกิดความเน่าเสีย และทัศนะอุจาดสองฝั่งคลอง ในเขตกรุงเทพฯ มีคูคลองหรือลำรางสาธารณะ 1,265 แห่ง มีการบุกรุกแทบทุกแห่ง ที่หนักมากที่สุดคือคลองแสนแสบ คลองมหานาค คลองลาดพร้าว คลองเปรมประชากร และคลองเตยที่ชุมชนแออัดรุกเข้าไปกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในท้องถิ่น กทม. และต่างจังหวัด ปัญหานี้ได้พัฒนาการเป็นปัญหาขนาดใหญ่ที่สั่งสมมายาวนาน หลายชั่วอายุคน หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่เริ่มต้นที่จะเข้าไปชำระสะสางอย่างจริงจัง หรือกรณีเจ้าหน้าที่รัฐกลับไปมีส่วนสนับสนุนให้มีการกระทำผิดกฎหมาย เช่น ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ปัญหาก็จะเรื้อรังต่อไปไม่สิ้นสุด
แน่นอนว่า ปัญหาการบุกรุกลำราง หรือคลองสาธารณะถึงแม้ว่าสังคมไทยจะมองว่าเป็นปัญหา แต่ผู้ที่ไม่เคยถูกกระทบ ไม่เคยเดือดร้อนสาหัส จากการบุกรุก หรือยึดครองคลองสาธารณะ ก็อาจไม่ตระหนักว่าปัญหานี้ร้ายแรง และส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างไร สาเหตุหนึ่งที่การบุกรุกคลองสาธารณะกลายเป็นโรคเรื้อรัง ก็เพราะความเหิมเกริมของผู้กระทำผิด ที่เห็นตัวอย่างจากคนอื่นๆ ที่กระทำผิดแล้ว ยังคงดำเนินชีวิตต่อไปได้ตามปกติ เช่น กรณีเจ้าของกิจการค้าและแปรรูปไม้ที่จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะหากเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจให้กระทำความผิด ปัญหานี้ก็จะเป็นบาดแผลของแผ่นดินต่อไป



