
ความลับที่รั่วไหลกับจริยธรรมผู้รู้ความลับ
แม้แต่ผู้ที่อวดอ้างว่ามีคุณธรรมสูงส่งก็อดจะต้องทำบาปไม่ได้เมื่อต้องทำงานเพื่อชาติ ปราชญ์โบราณอย่าง จาณักยะ ของอินเดียและ แมคเคียเวลลี ของอิตาลีก็ตระหนักเรื่องนี้ดีถึงขั้นส่งเสริมว่าทำอะไรก็ไม่ผิดถ้าเป็นผู้ปกครองเสียด้วยซ้ำ แต่กรณีความลับของอเมริกาเรื่องอิ
พลทหารแบรดลีย์ แมนนิง นักวิเคราะห์ข่าวกรองระดับยุทธวิธีถูกทางการสหรัฐ จับกุมตัวข้อหาเอาความลับราชการไปเผยด้วยการดาวน์โหลดข้อมูลปฏิบัติการของทหารอเมริกันในอิรักไปโพสต์ยังเว็บไซต์สาธารณะ ตอนนี้กำลังขยายผลว่าเว็บข้อมูลที่ทหารอเมริกันปฏิบัติในอัฟกานิสถานที่เว็บไซต์นั้นเอาไปลงมาจากแมนนิงด้วยหรือเปล่า ถ้าทำเช่นนั้นจริง แมนนิงก็ผิดทางกฎหมายแน่ๆ แต่ทางจริยธรรมนั้นยังเป็นประเด็นถกเถียง
ตอนนี้มีเว็บไซต์ออกมาหาทุนแก้ต่างทางกฎหมายให้แมนนิง แล้วว่า ที่เขาทำไปนั้นไม่ใช่เพราะสินบนหรือความเพี้ยนอย่างที่มีผู้พยายามกล่าวหา แต่เพราะเขาทนไม่ได้ที่เห็นทหารอเมริกันทำผิดความเป็นมนุษย์ด้วยการจงใจใช้เฮลิคอปเตอร์ไล่ยิงชาวบ้านอิรักตายไปหลายสิบศพเมื่อปี 2550 เขาจึงต้องออกมาป่าวร้องให้ประชาชนทราบ
ที่แมนนิงทำนั้นฝรั่งเรียกว่า “ผู้เป่านกหวีด” คือเป็นคนตัวเล็กๆ ที่ไปเจอเรื่องไม่ถูกต้องเข้าก็ออกมาแฉให้สังคมรู้ เป็นการปลุกกระแสสังคมให้ตื่นตัวแก้ปัญหา ในสังคมที่เจริญแล้วประชาชนไม่ได้หันซ้ายเป็นซ้าย ขวาเป็นขวา ตามคำสั่งองค์กรหรือรัฐแบบสังคมเผด็จการ พวกเขามีวิจารณญาณของตนเองในการจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งก็ต้องเสี่ยงต่อการโดนฟ้องกันเอาเอง หรือบางครั้งวิจารณญาณนั้นก็น่าเคลือบแคลงอย่างกรณีนี้ เพราะทางการสหรัฐโวยว่าการแฉโพยของแมนนิง และเว็บไซต์ทำให้ภาพลักษณ์กองทัพเสียหาย ชีวิตสายลับและผู้ที่ให้ความร่วมมือกับทางการในการปราบกบฏก็ไม่ปลอดภัยเพราะ “เบิร์น” เสียแล้ว
เมืองไทยไม่ค่อยมี “ผู้เป่านกหวีด” เพราะกลัวโดนเก็บ อีกทั้งคนไทยไม่นิยมเป็นฮีโร่คนเดียว กลัวไม่มีพวก เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นยาก การกระทำแบบที่ทหารอเมริกันทำกับคนท้องถิ่นนั้นจะมีหรือไม่ คนไทยส่วนใหญ่ยกเว้นนักสิทธิมนุษยชนจะไม่สนใจ เพราะมุ่งหวังในความสงบโดยรวม ประเด็นนี้อาจดีในแง่เสถียรภาพของชาติหรือของหน่วยงาน แต่ในบางมุมเป็นเรื่องพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เช่น ผู้รู้ความลับทุจริตบางหน่วยงานอาจถูกสั่งให้หุบปากไว้ เพราะโวยวายมากไปหัวหน้าหน่วยโดนย้ายแล้วจะทำให้ทั้งหน่วยลำบาก เรื่องบางเรื่องอาจส่งผลกระทบออกไปไกลมากก็เป็นได้ เช่น เราไม่รู้ว่าข้อมูลความลับที่หายไปพร้อมกับฮาร์ดดิสต์ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อปี 2551 จะถูกใครนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง สังคมดูเหมือนจะรับได้กับการเงียบไว้ แล้วค่อยไปแก้ไขตามอาการเอาทีหลังหากเกิดอะไรขึ้น ไม่เกิดก็แล้วไป



