ข่าว

สืบให้ทราบ-ค้นให้พบ-ฆ่าให้เรียบ

สืบให้ทราบ-ค้นให้พบ-ฆ่าให้เรียบ

02 ส.ค. 2553

หลังเคลื่อนไหวทางการเมืองมานานนับทศวรรษทั้งบนดินและใต้ดินตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ในที่สุด พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ก็ตัดสินใจยกระดับขึ้นเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ตามแนวทาง “อำนาจรัฐมาจากปากกระบอกปืน” อันนำไป

ครั้งนั้นรัฐบาลมองปัญหาการต่อสู้ของ พคท.เพียงมิติเดียวคือ-การทหาร ดังนั้นการแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลก็จึงมีเพียงมิติเดียวเท่านั้น-การทหาร

 สืบให้ทราบ-ค้นให้พบ-ฆ่าให้เรียบ !!!

 เมื่อบวกกับสภาพการณ์ทางการเมืองในช่วงเวลาสงครามเย็นซึ่งกองทัพมีบทบาทแทบไร้ขีดจำกัด ทำให้ปัญหาคอมมิวนิสต์ตกเป็นภาระหน้าที่ของกองทัพมาโดยตลอด แม้บางช่วงเวลาจะมีรัฐบาลพลเรือน แต่กระนั้นก็ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าดึงความรับผิดชอบนี้จากฝ่ายกองทัพ

 แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำขวัญของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ว่า “ยิ่งปราบยิ่งมาก ยิ่งตียิ่งโต”และ “ตายสิบเกิดแสน” ก็ยิ่งเป็นจริงมากขึ้นตามลำดับ แม้กองทัพจะทุ่มเทกำลังทหารจนแทบจะหมดกองทัพเพื่อ “ฆ่าให้เรียบ” แต่สถานการณ์กลับไม่ดีขึ้น เขตพื้นที่อิทธิพลของคอมมิวนิสต์แผ่ขยายขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในชนบทและในเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาปัญญาชนที่ธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

 กระทั่งว่ากันว่ามีคำขวัญของฝ่ายซ้าย “จากวนาสู่นาครในปี 2525”

 สถานการณ์ของไทยน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในสายตาชาวโลกโดยเฉพาะเมื่อสหรัฐถอนกำลังทหารออกจากเวียดนาม มีการพูดว่า ไทยจะเป็นตัวโดมิโนตัวต่อไปที่จะล้มตามเขมร ลาว และเวียดนาม ในที่สุด

 อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการเมืองในยุคนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างใด บทบาทความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ก็ยังคงอยู่ที่กองทัพซึ่งยังคงมองปัญหาคอมมิวนิสต์เพียงมิติเดียว-การทหาร และยังคงเดินไปบนเส้นทางที่หลั่งเลือด

 สืบให้ทราบ-ค้นให้พบ-ฆ่าให้เรียบ...ไม่เปลี่ยนแปลง

 กระทั่งบังเกิดหน่ออ่อนแห่งความคิดที่ทันสมัยและเปิดกว้างในหมู่นายทหารจำนวนหนึ่ง ในกองทัพภาคที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคที่ พล.ท.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งแม่ทัพ

 ความเปลี่ยนแปลงย่อมมีอุปสรรคเสมอ โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงทางความคิด ผ่านการโต้แย้ง ผ่านการชี้แจงทำความเข้าใจอย่างเอางานเอาการ ที่สุดหน่ออ่อนแห่งความคิดก็เติบกล้าตกผลึกไปสู่คำตอบอันชัดแจ้งว่า ปัญหาคอมมิวนิสต์ไม่ใช่เป็นเพียงปัญหา “การก่อการร้าย” ที่อาจใช้เพียงแค่ “การทหาร” ก็สามารถยุติปัญหาลงได้

 แต่แท้จริงแล้ว ปัญหาคอมมิวนิสต์เป็นปัญหา “สงคราม”

 สงครามที่มิได้มีเพียงมิติเดียวคือ-การทหาร แต่ประกอบด้วยมิติอื่นๆ อันได้แก่ มิติทางการเมือง มิติทางเศรษฐกิจ และมิติทางสังคม

 จึงเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดที่ผ่านมาจึง “ยิ่งปราบยิ่งมาก ยิ่งตียิ่งโต” เพราะขณะที่ พคท.ทำ “สงคราม” โดยครบทุกมิติทั้ง “การเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม-การทหาร” แต่รัฐบาล (โดยกองทัพ) กลับใช้เพียง “การทหาร” เท่านั้นในการต่อสู้

 สู้อย่างไรก็แพ้ !!!

 ความคิดใหม่จากพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ต่อมาจะไหลบ่าท่วมท้นไปทั่วทุกพื้นที่กองทัพภาคเมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก แต่กระนั้นขอบเขตความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ของกองทัพบกก็ยังจำกัดอยู่เพียงด้านการทหารเท่านั้น จนกระทั่งท่านขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั่นแหละ การแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ของไทยจึงครบถ้วนทุกมิติทั้งการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม-การทหาร ปัญหาคอมมิวนิสต์จึงยุติได้ในที่สุด

 จากประสบการณ์ครั้งนี้จึงน่าตั้งคำถามว่า ความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวงขณะนี้ตั้งแต่ปลายด้ามขวานขึ้นมาจนถึงทุกพื้นที่ขวานทอง

 เป็นปัญหาที่มีเพียงมิติเดียว-การทหาร เท่านั้นหรือ ?

 บัญชร ชวาลศิลป์