ข่าว

ปชช.หวั่นพระวิหารทำไทยสูญอธิปไตย

ปชช.หวั่นพระวิหารทำไทยสูญอธิปไตย

01 ส.ค. 2553

"นายกฯ"ขอบคุณคนไทยร่วมกันค้าน"เขมร"ยื่นแผนฟื้นฟูเขาพระวิหาร ชี้ 1 ปีหลังจากนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องทำงานให้หนักขึ้น พท.จี้มาร์คยกเป็นวาระแห่งชาติ ประวิตรยันสัมพันธ์ทหารไทย-เขมรปึ๊ก

(1ส.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ถึงกรณีมติที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกได้เลื่อนการพิจารณาแผนฟื้นฟูพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร ที่ออกมาให้เลื่อนการพิจารณาไปพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบาร์เรนในอีก 1 ปีข้างหน้า ว่า จากเรื่องนี้ดังกล่าวนี้ อันดับแรกตนต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่ในช่วงที่ผ่านมาได้แสดงความห่วงแหนในเรื่องอธิปไตย และในเรื่องดินแดนของประเทศเรา ได้ออกมาร่วมแสดงออกในการปกป้อง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่มีความหมายอย่างมากที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือพี่น้องคนไทยทุกคนได้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตามในการเคลื่อนไหวต่างๆ ในเรื่องนี้จะอยู่ในสายตาชาวโลก และองค์กรต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนช่วยที่ทำให้เกิดความเข้าใจถึงมุมมองของประชาชนคนไทยทุกมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร จากตรงนี้ตนคิดว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในปีนี้ จึงมีมติต้องเลื่อนการพิจารณาข้อเสนอแผนของประเทศกัมพูชาออกไปอีก 1 ปี

�นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ถึงแม้ว่าการพิจารณาข้อเสนอแผนฝ่ายประเทศกัมพูชาในปีนี้ต้องเลื่อนออกไปก็ตาม แต่ในช่วงที่ผ่านมาจนถึงเวลานี้มีความสับสน ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งภายประเทศ ซึ่งตนก็มีความไม่สบายใจ เพราะมีการกล่าวหากันไปมาจนทำให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งหากมีความขัดแย้งกันเองภายในประเทศกันเองแล้ว ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายประเทศกัมพูชาได้ ดังนั้นหลังจากนี้ตนคงจะต้องให้มีการจัดเวที เพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากประชาชนคนไทยที่มีความสนใจ โดยการจัดเวทีดังกล่าาวนี้อาจจะไม่กระทบต่อการทำงานของรัฐบาลที่ทำอยู่

�"ปัญหาเรื่องเขาพระวิหาร ถือว่าเป็นปัญหาที่สืบเนื่องกันมายาวนานหลายสิบปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2505 ที่ทางประเทศกัมพูชาได้ออกไปร้องยังศาลโลกชี้ปราสาทพระวิหาร และการใช้แผนที่ รวมถึงเขตแดนที่ทางประเทศฝรั่งเศสได้จัดทำขึ้น ให้ศาลโลกชี้ว่าเป็นแผนที่ที่ถูกต้อง และต้องการให้ชี้ว่าปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศกันพูชา ซึ่งเรื่องนี้ทางฝ่ายประเทศไทยก็ได้พยายามต่อสู้ว่า การยึดถือในการกำหนดเขตแดนต้องจะยึดถือว่าสันปั่นน้ำ ตามที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งประเทศไทยได้พยายามต่อสู้มาโดยตลอดว่าแผนที่ดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชานั้น ไม่ได้เป็นแผนที่ที่ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมาธิการร่วมที่จัดตั้งขึ้นตามสนธิสัญญา ในที่สุดศาลโลกจึงได้มีคำพิพากษาเฉพาะประเด็นที่ตัมปราสาทเขาพระวิหารตัวในพื้นที่ประเทศกัมพูชา

แต่ไม่ได้ชี้ว่าหลักเขตแดนอยู่ตรงไหน รวมทั้งไม่ได้ชี้ว่าแผนที่ที่ประเทศกัมพูชาแนบท้ายไปไปด้วยว่าเป็นแผนที่ที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นจุดของรัฐบาลไทย และจุดยื่นของผมในสมัยที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านจนถึงปัจจุบัน ว่าสำหรับไทยแล้วนั้นเขตแดนนั้นได้ถูกกำหนดโดยสนธิสัญญา นั้นคือ สันปั่นน้ำ อีกทั้งที่ผ่านมาประเทศไทยเราก็ไม่เคยยอมรับว่าแผนที่ทางประเทศฝรั่งเศสทำขึ้นมานั้นเป็นแผนที่ที่ถูกต้อง ซึ่งปัญหานี้ก็ได้คาราคาซังมาตั้งแต่ศาลโลกมีคำพิพากษา " นายกฯ กล่าว

�นายกน กล่าวต่อว่า สำหรับเอ็มโอยูที่ประเทศไทยได้ทำร่วมกันไว้กับประเทศกัมพูชา เมื่อปีพ.ศ. 2543 นั้น เพราะตอนนั้นมีปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่างกัน ทั้งสองประเทศจึงได้ทำบันทึกความเข้าใจกัน เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวได้ โดยเอ็มโอยูเดังกล่าวนี้มีหลักง่ายๆ คือ จะต้องเอาปัญหาข้อขัดแย้งทั้งหมดนำไปดำเนินการในการจัดทำหลักเขตแดนผ่านคณะกรรมาธิการร่วม ซึ่งในระหว่างที่ยังไม่สามารถทจัดทำหลักเขตแดนกันได้นั้น ในระหว่างนี้จะต้องไม่มีการเข้าไปดำเนินการในการปรับปรุงสภาพพื้นที่ที่ยังเป็นปัญหาอยู่ ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้มีความพยายามที่จะปฎิบัติตามข้อตกลงนี้กันมาโดยตลอด แต่หลังจากปีพ.ศ. 2543 เป็นต้นมา

ได้ปรากฎว่าหลายครั้งได้มีละเมิดข้อตกลงตรงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีความพยายามเข้ามาจัดตั้งชุมชน หรือมาตั้งร้านค้าเพื่อขายของกัน ซึ่งฝ่ายรัฐบาลไทยได้ทำหน้าที่ประท้วง โดยอาศัยข้อตกลงดังกล่าว และหลังจากนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ คือ ทางฝ่ายกัมพูชาได้ไปแจ้งขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ดังนั้นพื้นที่ใดก็ตามที่เป็นมรดกโลกคณะกรรมการมรดกโลก ก็จะเข้ามากำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าการบริหารจัดการพื้นที่ คงไม่ทำเฉพาะอาคารที่เป็นมรดกโลก แต่คงปฎิเสธไม่ได้ว่าการเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่นั้น ต้องมาดูแลบริเวณรอบๆด้วย ทางที่ขึ้นพระวิหารที่สะดวกที่สุด คือในไทย ทางรัฐบาลไทยจึงต้องพยายามคัดค้านการขึ้นทะเบียน

�"ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อตอนที่คุณนพดล ปัทมะ ขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปแสดงท่าทีว่าแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชาในการให้พระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทำให้เราเสียเปรียบ ซึ่งตรงนี้เป็นช่วงที่ผมเป็นผู้นำฝ่ายค้าน จึงได้พยายามออกมาแสดงการคัดค้านอย่างชัดเจน ว่าหากรัฐบาลของไทยในขณะนั้น ไปดำเนินการจะทำให้เกิดปัญหา และจะนำไปสู่ที่ทำให้ฝ่ายประเทศกัมพูชาจะเอาแผนที่แผนผังยื่นเข้าไป เพื่อให้ประชาคมระหว่าง หรือองค์กรระหว่างประเทศรับรอง ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายไทยเราจะต้องจดจำบทเรียนเมื่อครั้งที่ศาลมีคำพิพากษา ที่มีการอ้างว่าเมื่อมีการยอมรับในเรื่องหนึ่งเรื่องใดแล้ว เขาก็จะเอากฎหมายมาปิดปากเพื่อไม่ให้เรานำไปต่อสู้ได้ "

�นายกฯ กล่าวต่อว่า เราประสบความสำเร็จในการสกัดกั้นไม่ให้ประเทศกัมพูชา รุกคืบเข้ามากระทบอธิบไตยและดินแดนแต่จะไม่นิ่งนอนใจ เพราะมีเวลา 1 ปีหลังนี้ ซึ่งฝ่ายไทยจะต้องทำงานกันอย่างหนัก แต่อย่างน้อยคราวนี้เราทำงานง่ายขึ้น เพราะฝ่ายประเทศไทยเราได้เห็นเอกสารที่ฝ่ายประเทศกัมพูชาได้ยื่นเสนอเข้ามาแล้ว ดังนั้นฝ่ายเราจึงมีเวลาที่จะพิจารณาลงลึกเข้าไปในรายละเอียด ที่จะสามารถทักทวงในประเด็นที่เราเห็นว่าฝ่ายประเทศกัทมพูชาจะทำนั้น จะทำให้เกิดความเสียหายกระทบกระเทือนกับสิทธิขิงประเทศไทยอย่างไร

ดังนั้นหลังนี้นอกจากภาครัฐแล้ว ตนอยากจะเชิญชวนเอกชน และภาคประชาชนที่สนใจร่วมกันศึกษาหาข้อมูล และจะนำความคิดเห็นของคนไทยถ่ายทอดความเห็นไปยังประเทศสมาชิกมรดกโลก และคณะกรรมการมรดกโลก รวมถึงตัวยูเนสโกด้วย ดังนั้นตนขอยืนยันว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการมานั้น เป็นการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตย และดินแดนของประเทศไทย ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดดังกล่าวนี้ในที่สุดแล้วเพื่อต้องการให้เกิดการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

พท.จี้มาร์คยกพระวิหารเป็นวาระแห่งชาติ

�นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ดีใจเหมือนประสบความสำเร็จ ทั้งที่ข้อเท็จจริงการเลื่อนเวลาออกไปเหมือนทนายว่าความที่ศาล แล้วคดีเลื่อนไปอีก 1 ปี ก็แค่ซื้อเวลาชั่วคราว ไม่ใช่ชนะคดีประเด็นเรื่องปราสาทเขาพระวิหารเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศชาติ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเขตแดนของไทย และกัมพูชา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนส่งผลถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

�
�โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า คณะทำงานพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ที่ย้ำว่า ปัญหาเขาพระวิหารต้องแก้ด้วยสันติวิธี ต้องมีการพูดคุยเจรจากัน จึงเห็นว่า ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไข ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน รวมถึงภาคประชาชน ต้องร่วมมือกันแก้ไขด้วยกันขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ตั้งคณะกรรมการระดับชาติรวมทุกภาคส่วนมาระดมความคิด และกำหนดยุทธศาสตร์ในการปกป้องผืนแผ่นดินและผลประโยชน์ของชาติร่วมกัน เหมือนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยที่รัฐบาลเป็นคนตั้ง มีวาระถึง 3 ปี รัฐบาลชุดไหนมาก็ต้องทำตาม วันนี้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงทุกภาคส่วนต้องหันหน้าเข้ามาร่วมมือกันระดมความคิดโดยไม่แบ่งแยก เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ประวิตรยันสัมพันธ์ทหารไทย-กัมพูชาปึ๊ก

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ไม่มีอะไร และในส่วนของการวางกำลังทหารของทั้งสองประเทศก็ไม่มีการเพิ่มเติม เพราะทางกัมพูชาไม่เพิ่มเราก็ไม่เพิ่มขั้นตอนขณะนี้เป็นการดำเนินการตามเอ็มโอยูที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกันเมื่อปี 2543 และเป็นการทำตามข้อตกลงที่สมัยนายเตช บุญนาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งขั้นตอนต่อไปคงเป็นการหารือพูดคุยกันของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท้งสองประเทศ ทั้งนี้ เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะเราทำตามข้อตกลงในเอ็มโอยู ปี 2543

��������������� เมื่อถามว่า การหารือระดับจีบีซีระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมไทยกับรัมนตรีกลาโหมกัมพูชาจะหารือกันเรื่องเขตแดนหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลา ซึ่งการประชุมจีบีซีจะมีประมาณเดือนตุลาคมนี้ที่เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ซึ่งกรอบการหารือจะต้องมีฝ่ายเลขานุการในการเตรียมข้อหารือ ทั้งนี้ ประเด็นส่วนใหญ่จะเป็นการหารือในเรื่องชายแดน ยาเสพติด แรงงานเถื่อน ส่วนการหารือประเด็นเขตแดนก็คงต้องรอดูข้อพิจารณา
��
������������ เมื่อถามว่า ได้มีการต่อสายกับรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชาถึงสถานการณ์หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการต่อสายพูดคุยกันขณะนี้เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ แต่หากมีอะไรก็สามารถต่อสายพูดคุยกับ พล.อ.เตีย บันต์ ได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งความสัมพันธ์ด้านการทหารไม่มีอะไร เรายังมีความสัมพันธ์อันดี และขณะนี้สถานการณ์โดยรวมก็เริ่มดีขึ้นแล้ว��

ปชช.หวั่นพระวิหารทำให้ไทยสูญอธิปไตย

�สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,148 คน ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2553 เรื่องประชาชนคิดอย่างไรกับ กรณี “ปราสาทพระวิหาร” ส่วนใหญ่ร้อยละ 48.51 เห็นว่า เป็นปัญหาที่มีมานาน ซึ่งส่งผลกระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา รองลงมา อยากให้เจรจาอย่างสันติ เพื่อนำไปสู่ข้อยุติที่น่าพอใจของทั้ง 2 ฝ่าย ส่วนความวิตกกังวลต่อกรณีดังกล่าว ส่วนใหญ่ร้อยละ 40.18 กลัวว่า จะเกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ รองลงมา กลัวไทยจะสูญเสียเขตแดนรอบปราสาทพระวิหารไป และกลัวว่า จะเกิดการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

������ �ส่วนสิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการ ผลสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 32.96 ต้องการให้รัฐบาลชี้แจงข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนชาวไทยและต่างชาติได้ทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง รองลงมาต้องการให้รัฐบาลเตรียมความพร้อมของข้อมูล และแผนที่แสดงเส้นแบ่งเขตแดน และเฝ้าระวังติดตามความเคลื่อนไหวของกัมพูชา ดูแลความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย


�