
ธรรมาภิบาลกับภาคธุรกิจจิตสำนึกเพื่อความโปร่งใส
เมื่อกล่าวถึงธรรมาภิบาล หรือการบริหารจัดการที่ดีนั้น หลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้าง โดยเฉพาะหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งเป็นความหวังของประเทศไทยในการก้าวไปสู่ความโปร่งใสในที่สุด ปัจจุบัน หลักธรรมาภิบาลได้นำมากล่าวถึงในการบริหารองค์กรธุรกิจมากขึ้น โ
ในหลายๆ ประเทศ ประชาชนมีความตื่นตัวมากขึ้นเกี่ยวกับหลักธรรมาภิบาลในองค์กรธุรกิจ ซึ่งนอกเหนือไปจากความโปร่งใสในการบริหารจัดการทุกขั้นตอนแล้ว ยังรวมไปถึงกิจกรรมเพื่อสังคมซึ่งในแต่ละองค์กรธุรกิจจะดำเนินการเพื่อนำผลกำไรที่ได้ตอบแทนคืนสู่สังคมด้วย โดยเป็นที่รู้จักกันดีในรูปแบบของ Corporate Social Responsibility หรือ CSR ซึ่งเป็นกิจกรรมที่องค์กรธุรกิจคืนกำไรสู่สังคม โดยประชาชนจะเลือกใช้บริการ ตลอดจนบริโภคสินค้าที่มีกิจกรรมซีเอสอาร์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจขององค์กรธุรกิจนั้นต่อสังคม ดังนั้น ในอนาคตแนวโน้มของการดำเนินธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ธุรกิจต่างจะมุ่งแสวงหากำไรสูงสุดแต่เพียงอย่างเดียว ธุรกิจต่างๆ จะต้องให้ความสำคัญต่อการใส่ใจสังคมควบคู่กันไปด้วย
หลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีนั้น ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 6 ประการด้วยกัน ได้แก่
1) หลักนิติธรรม เป็นหลักที่ถือเป็นกฎกติกาในสังคมที่ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น การตรากฎหมายที่ถูกต้องเป็นธรรม การบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของสมาชิก ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ดี มีความเป็นธรรมและมีความชัดเจน มีระบบลงโทษที่เหมาะสม รวมทั้งมีการบังคับใช้ที่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะช่วยควบคุมการใช้อำนาจของรัฐให้เป็นไปอย่างชอบธรรม พร้อมกับช่วยคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ไม่ให้ถูกละเมิดโดยการใช้อำนาจรัฐ และจะเกิดผลในทางตรงกันข้ามหากกฎหมายและระบบยุติธรรมอ่อนแอ
2) หลักคุณธรรม เป็นการพัฒนาให้บุคลากรของภาครัฐยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองเพื่อให้เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริต
3) หลักความโปร่งใส การทำงานที่เปิดเผยและสามารถตรวจสอบได้ จะส่งผลให้การทุจริตคอรัปชั่นและความด้อยประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการลดลง ดังนั้น ถ้าภาครัฐจัดระบบการบริหารจัดการให้มีความโปร่งใส และเปิดเผยให้ประชาชนเข้ามาร่วมรับรู้ในวิธีการ และขั้นตอนการทำงาน มีโอกาสตรวจสอบการปฏิบัติงาน ตลอดจนผลการดำเนินงาน จะส่งผลให้ข้าราชการมีความรับผิดชอบต่อการทำงานและผลของงาน มีการปฏิบัติงานอย่างถูกต้องเป็นธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศชาติโดยรวมมากขึ้น
4) หลักการมีส่วนร่วม เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมรับรู้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจ กระบวนการดำเนินการของโครงการ รวมถึงได้รับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการเข้ามามีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมจึงเป็นกระบวนการที่ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมทางการเมือง การบริหาร และการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากรของชุมชนและของชาติ โดยมีการแสดงทัศนะต่างๆ ต่อการดำเนินงานที่มีผลต่อชีวิต ความเป็นอยู่ เพื่อให้รัฐบาลนำไปประกอบการตัดสินใจระดับนโยบาย
5)หลักความคุ้มค่า การพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สุขแก่ส่วนรวม คำนึงถึงความประหยัด ความคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ โดยยึดถือประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน ดังนั้น ภาครัฐซึ่งยังคงฐานะเป็นแกนสำคัญในกระบวนการบริหารจัดการในการพัฒนาประเทศและการให้บริการแก่ประชาชน จึงอาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการและกลไกการทำงานให้คำนึงถึงความคุ้มค่าและประสิทธิภาพมากขึ้น
6) หลักความสำนึกรับผิดชอบ เป็นกระบวนการทำงานที่จะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น ความสำนึกรับผิดชอบต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานจะต้องมีลักษณะสำคัญ 6 ประการ คือ การมีเป้าหมายที่ชัดเจน ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน การปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการพฤติกรรมที่ไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการรับผิดชอบ การทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง การมีแผนสำรองการติดตามประเมินผลการทำงาน เนื่องจากภาครัฐเป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการกิจการของรัฐในทุกระดับ
นอกจากซีเอสอาร์แล้ว ธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจยังรวมไปถึงการดำเนินธุรกิจที่เป็นธรรมด้วย ถึงแม้ว่าธุรกิจนั้นจะมีกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ยังมีกรณีติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ ก็ไม่ถือว่าเป็นธุรกิจที่ใช้หลักการธรรมาภิบาลในการบริหารงาน
ปัจจุบัน หลายธุรกิจวางบทบาทของตนให้เป็นธุรกิจสีเขียว หรือ green business และในปัจจุบัน แนวคิดธุรกิจสีขาวที่ปลอดการทุจริตคอรัปชั่นก็กำลังมาแรง ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับธรรมาภิบาล เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจของตน ศาสตราจารย์ ไมเคิล อี. พอร์เตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเสมือนการกระทำแห่งความเชื่อมั่น หรือนักธุรกิจเกิดความยึดมั่นว่าธุรกิจที่มีความผูกมัดกับความดีและความชอบธรรมของสังคมเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน (sustained success) โดยใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นตัวขับเคลื่อน บางธุรกิจโปรโมทว่าใช้วัตถุดิบจากประเทศที่ไม่มีการกดขี่แรงงาน หรือในบางธุรกิจปฏิเสธอย่างชัดเจนถึงการทดลองกับสัตว์ ซึ่งเป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจ บางธุรกิจส่งเสริมการจ้างงานของแรงงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ หรือบางบริษัทได้จัดตั้งมูลนิธิเพื่อสนับสนุนด้านการศึกษา หรือสิ่งแวดล้อม และในบางบริษัทที่ดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก ได้ดำเนินกิจกรรมซีเอสอาร์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวช่วยลดแรงเสียดทานทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นได้
แต่ก็มีอีกหลายธุรกิจที่คิดว่า “ธรรมาภิบาล” คือต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่คุ้มทุนการลงทุน ซึ่งยังคงต้องใช้ความพยายามในการสื่อสารและการสร้างจิตธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในองค์กรธุรกิจเหล่านี้
การประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ครั้งที่ 14 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพนั้น ได้มีการหยิบยกวาระในเรื่องของการสร้างจิตธรรมาภิบาลในองค์กรธุรกิจขึ้นเป็นวาระในการถกเถียง และหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน จาก 135 ประเทศสมาชิก หากวาระในการส่งเสริมจิตธรรมาภิบาลในองค์กรธุรกิจประสบผลสำเร็จ แน่นอนว่าคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยและประชาชนโลกจะมีความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างแน่นอน



