ข่าว

แม่ทัพภาคที่2:เราพร้อม100เปอร์เซ็นต์

แม่ทัพภาคที่2:เราพร้อม100เปอร์เซ็นต์

01 ส.ค. 2553

แม้ว่าผลประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบราซิล เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกจบลงด้วยความโล่งอกของคนไทยทั้งประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีแนวโน้มสูงว่าจะมีการรับรองแผนการบริหารปราสาทพระวิหารตามแรงล็อบบี้ของกัมพูชา

ผลสำเร็จจากการประชุมครั้งนี้ นอกจากการทำงานหนักของ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณสถาน ศิลปวัฒนธรรม และการต่างประเทศแล้ว ความดีความชอบประการสำคัญต้องยกให้ "สามทหารเสือ" ของไทย

�ไม่ว่าจะเป็น พล.ท.นิพัทธ์ ทองเล็ก เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพน้อยที่ 2 และพล.ต.นพดล โชติศิริ รองเจ้ากรมแผนที่ทหาร

�พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์แก่ “คม ชัด ลึก” ถึงการดูแลสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากคณะกรรมการมรดกโลก หรือยูเนสโก เลื่อนการพิจารณาแผนการปรับปรุงปราสาทเขาพระวิหาร ตามที่รัฐบาลกัมพูชาเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ไปเป็นปี 2554 ที่ประเทศบาห์เรน ว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากนี้ไปเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ค่อนข้างลำบาก แต่ไม่ว่าจะลำบากขนาดไหนก็จะปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศไว้ให้ได้ โดยขณะนี้เรามีความพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ หากเกิดสถานการณ์ไม่เป็นปกติในพื้นที่

�กำลังทหารทุกระดับที่อยู่ในพื้นที่ได้มีการวางกำลังไว้เรียบร้อยหมดแล้ว รวมถึงระดับหลังก็เป็นกองหนุนอยู่ พร้อมเคลื่อนย้ายได้ตามห้วงเวลาที่เราได้กำหนดไว้ ทุกขั้นตอนสามารถเข้าสู่ที่หมายได้ตามกำหนด อีกทั้งแผนใหญ่ก็ได้มีการวางแผนร่วมกันจาก 3 เหล่าทัพ (บก-เรือ-อากาศ) ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงมาตรการทางทหารในการรองรับสถานการณ์ แต่ทุกฝ่ายก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์หรือความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้นจนนำไปสู่การใช้อาวุธ

@ ได้กำชับกำลังพลอย่างไรกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้
�ลงพื้นที่เพื่อมาดูความเรียบร้อยของกำลังในพื้นที่ และกำชับให้มีความอดทน อดกลั้น ไม่นำไปสู่การใช้อาวุธ เว้นแต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจากฝ่ายตรงข้าม เราก็ต้องป้องกันตัว และหากมีการรุกล้ำดินแดนอธิปไตยของไทยก็ยอมไม่ได้ อย่างที่ได้ประกาศเอาไว้ว่าจะไม่ยอมเสียดินแดน หรืออธิปไตยของประเทศไทยเป็นอันขาด ทั้งนี้การจัดวางกำลังในพื้นที่เพื่อให้เกิดความพร้อมเท่านั้น สิ่งที่ต้องเน้นย้ำกับกำลังพลในพื้นที่คือ เรื่องการระวังป้องกันและเพิ่มความระมัดระวัง พร้อมให้มีการตรวจการณ์ต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง

@การตัดสินใจในการใช้กำลังทางทหารขึ้นอยู่กับใคร
� ทางผู้บังคับบัญชามีการมอบอำนาจตามลำดับชั้นในการตัดสินใจเกี่ยวกับการคลี่คลายปัญหา หรือควบคุมสถานการณ์ โดยเราจะใช้มาตรการตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก จากเหตุการณ์ที่เบาบางก็จะพยายามควบคุม และเพิ่มน้ำหนักขึ้นไปเรื่อยๆ พยายามไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง หรือถ้าหากเป็นไปได้ คือให้เหตุการณ์ยุติโดยเร็ว และเข้าสู่การเจรจากันของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเขตแดนที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศต้องพูดคุยกัน หากสามารถตกลงกันได้ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลายลง

@ การเคลื่อนไหวต่อต้านของประชาชนจะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาหรือไม่ หรืออาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งได้เร็วขึ้น
�ยอมรับว่า มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะกระแสความเห็นของประชาชนในประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่อาจจะมีความเห็นแตกต่างกันออกไป และฝ่ายที่เห็นต่างจากฝ่ายไทยก็อาจจะมีการสร้างกระแสต่อต้านกดดันเกี่ยวกับมติการเลื่อนพิจารณาแผนการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารของกัมพูชา ซึ่งเรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทย-กัมพูชาได้

�ความสัมพันธ์ของประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังเป็นปกติอยู่ โดยเฉพาะจุดผ่านแดนถาวร รวมถึงจุดผ่อนปรนต่างๆ ยังสามารถไปมาหาสู่กันได้ตามปกติตามที่เคยปฏิบัติมา แต่หลังจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคงจะต้องมีบางจุดที่ทางกองทัพภาคที่ 2 ขอร้องไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่มากนัก โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณชายแดนฝั่ง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เนื่องจากเป็นพื้นที่เสี่ยง และประชาชนอาจจะได้รับอันตรายจากกับระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของเขตแดน จึงอยากขอร้องให้ประชาชนในพื้นที่ระมัดระวัง และปฏิบัติตามที่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ขอร้อง

@ หนักใจกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นหรือไม่
�ปัญหามีทุกเรื่อง แต่ก็พยายามทำปัญหาต่างๆ ให้คลี่คลาย ทุกปัญหามีหนทางในการแก้ไขอยู่ในตัว เพียงแต่จะต้องมองปัญหาให้ออกและหาทางแก้ของปัญหาอันนั้น และในพื้นที่ตรงนี้ก็คงมีปัญหาอยู่ แต่เราก็พยายามทำปัญหาต่างๆ ให้เบา และน้อยลง จะให้ปัญหาหมดไปคงจะยาก เมื่อปัญหาหนึ่งแก้ได้ ปัญหาใหม่ก็จะเกิดขึ้น มันเป็นธรรมชาติ

@ หนักใจไหม ที่เข้ามารับตำแหน่ง 1 ปีที่ผ่านมา ก็เจอปัญหาใหญ่ 2 เรื่อง คือ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาความแตกแยกของคนในสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน 19 จังหวัด
�ไม่ได้หนักใจ และผมสมัครเข้ามาแก้ไขปัญหา ดังนั้นก็จะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด ถือว่าเป็นภาระหน้าที่ ซึ่งทุกคนที่มายืนอยู่ตรงนี้ก็จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะดี หรือเลวอย่างไร ก็จะต้องรับผิดชอบทั้งหมด ทั้งภารกิจหน้าที่ และปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา อย่างไรก็ตาม ภารกิจที่ได้รับมอบจากผู้บังคับบัญชาถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการรักษาอธิปไตยของประเทศชาติ ถือเป็นสิ่งที่ทหารทุกคนภูมิใจ และไม่ยอมให้เกิดการสูญเสียใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่พวกเราจะเสียชีวิตเราก็พร้อม และยินดีเพื่อรักษาอธิปไตยของเรา

�ที่ผ่านมาทางกองทัพภาคที่ 2 พยายามที่จะพูดคุยกับผู้นำทางทหารในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่เนื่องจากต่างฝ่ายต่างติดภารกิจซึ่งกันและกัน จึงไม่ได้มีการพบปะพูดคุยกันในตอนนี้ แต่การประชุมคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชาทั่วไป หรือจีบีซี ที่จะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ ก็คงจะต้องดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ผมได้ปรับแผนงานต่างๆ เพื่อให้แม่ทัพภาคที่ 2 คนต่อไปจากผม ใครมายืนก็สามารถสานงานต่อได้ทันทีไม่มีปัญหา และจะสามารถเสริมสร้างจุดที่ยังไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และสามารถรับภารกิจหน้าที่ตรงนี้ได้

@ นอกจากปัญหาบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาภายในพื้นที่ มีปัญหาอะไรที่กองทัพภาคที่ 2 ต้องเร่งดำเนินการ
�ปัญหาความแตกแยกทางความคิดถือเป็นปัญหาของส่วนรวมที่ทุกคนจะต้องช่วยกัน ถ้าหากปล่อยให้แต่ละคนปล่อยให้ขัดแย้ง แยกเป็นสีโน้น สีนี้ บ้านเมืองจะเดินอย่างไร ผมเป็นห่วงมากที่สุดความแตกแยกคนในสังคม โดยเฉพาะคนไทยเราเอง เป็นเรื่องที่น่าอันตรายมากกว่าปัญหาที่เกิดจากนอกประเทศ