
ปราสาททรายของมาร์ค
ป่านนี้เราคงรู้แล้วว่าการเจรจาเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกรอบปราสาทพระวิหารลงเอยอย่างไร เท่าที่ฟังมาจนถึงค่ำวันพฤหัส กัมพูชายังมีทีท่าเป็นต่อ แต่ไทยยังไม่ย่อท้อ พยายามยื้อ ตื๊อ ดื้อ เกือบจะสายเพราะใจเย็น
หรือใจเสาะ เพราะมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับพวกตามชายแดน หากินกับกัมพูชา เช่นเจ้าของธุรกิจ บ่อนกาสิโน บริษัทต่างๆ ในถิ่นฮุน เซน
ด้วยเหตุนี้เอง ฮุน เซน จึงซ่าไม่เลิก ขนาดเผาสถานทูตไทย ธุรกิจหลายแห่ง คนไทยหนีตาย แล้วเราไม่ตอบโต้อะไร กัมพูชาจึงได้ใจ
เรากลัวถูกมองว่า ประเทศไทยรังแกประเทศเล็ก จึงกลายเป็นความกลัวกัมพูชาถาวร ยอมมันทุกอย่าง ทั้งยึดดินแดน ตีกินมาโดยตลอด
โดยเฉพาะยุค “ทักษิณ” คนหนีคุก หวังจะตัวตวงทรัพยากรปิโตรเลียมในทะเล จึงเล่นลวดลายเล่ห์เหลี่ยมสารพัด ทำให้ทหาร ชาวบ้านเขมรรุกเข้ามาปักหลักในแผ่นดินไทย ทหารจะขับไล่ ผลักดัน ก็สั่งห้าม กลัวเสียผลประโยชน์
ฮุน เซน และพรรคพวกเลยหัวเราะเยาะคนไทยขายชาติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน จึงยอมเอาแผ่นดินให้ต่างชาติ หวังความร่ำรวย ทั้งๆ ที่มั่งคั่งกว่าใครในแผ่นดิน จนได้รับการยกย่องว่าเป็นตระกูลตัวอย่างว่า “โกงทั้งโคตร”
เอาเถอะ ความผิดพลาดแต่หนหลังย่อมเป็นหน้าที่ของรัฐบาลนายกฯ มาร์คต้องแก้ไข อย่าให้ประเทศไทยเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ตามที่ได้เคยอภิปรายด้วยสำนวนโวหารประทับใจแม่ยก ในยุคที่เป็นฝ่ายค้าน
ตอนนั้นเล่นงานรัฐบาลลูกกะโล่ นอมินี “ทักษิณ” แทบจมดิน!
พอมาเป็นรัฐบาล ทำไมออกมาเป็นอีกลาย ทำเอาแม่ยก พ่อยก งงเป็นไก่ตาแตก นอกจากจับมือกับคนชั่วแล้ว ยังแปรสภาพมิตรให้เป็นศัตรูอีกด้วย
กรณีดินแดนรอบปราสาทพระวิหารก็เช่นกัน ถ้าคนไทยรักชาติไม่ไปประท้วงหน้าสำนักงานยูเนสโก พระเอกมาร์ค ขวัญใจแม่ยก ก็คงยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ปล่อยให้คณะผู้แทนไทยทำงานตามยถากรรม
เมื่อเห็นผู้ชุมนุมมาก คงสำเหนียกว่าถ้าต้องเสียดินแดน รับรองรัฐบาลโดนขับไล่แน่นอน เพราะคนไทยไม่สนใจปราสาทพระวิหาร แต่ไม่ยอมเสียดินแดนและทรัพยากรธรรมชาติมูลค่าหลายล้านล้านบาท
สามารถเปลี่ยนสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้มากแน่นอน ถ้ามีรายได้จากปิโตรเลียม แทนการนำเข้าในราคาตามใจผู้ผลิต
ที่ผ่านมาน่าผิดหวังที่รัฐบาลนายกฯ มาร์คแสดงท่าทีไม่ใส่ใจต่อปัญหา แม้กัมพูชาตีกิน ยกวัด บ้าน ทหารมายึดแผ่นดินไทยหลายปี ทำได้คือทำหนังสือประท้วง คัดค้าน สลับกับการเจรจา มีการปะทะตามชายแดนบางครั้ง และทหารไทยบาดเจ็บล้มตาย ก็เอาแผ่นดินคืนไม่ได้
ทั้งฮุน เซน และนายพลเขมร เจีย ดารา ซึ่งซ่าเกินพิกัด ขู่คนไทยว่าถ้าล้ำแดนเมื่อไหร่ ต้องโดนยิง นอกจากตั้งทักษิณให้เป็นที่ปรึกษา ยังให้ที่พักพิงแกนนำก่อการร้ายเสื้อแดง ให้ที่กินอยู่ สร้างอาณาจักร “หอกข้างแคร่”
สมกับการถูกขานนามว่าเป็น “พวกหอกหัก” หนอนบ่อนไส้โดยแท้!
การละเลย เพิกเฉย ปฏิเสธคำเสนอแนะ ความช่วยเหลือจากกลุ่มประชาชน นักวิชาการ ผู้รู้ด้านประวัติศาสตร์ ในการกำหนดยุทธศาสตร์ต่อสู้กับกัมพูชา ในศึกจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทำให้ไทยเสียท่า
ความพ่ายแพ้ในคดีศาลโลก ทำให้เกิดประวัติศาสตร์ด่างพร้อยสำหรับค่ายสะตอมาโดยตลอด แทนที่จะพยายามกอบกู้ ฟื้นฟูเกียรติภูมิของชาติและพรรค เมื่อมีคำเสนอแนะนำ ทำเพียงรับฟังเพื่อเอาไว้สำหรับโต้แย้งเท่านั้น
“พวกกูเก่งกว่า รู้ดี มีข้อมูลเจ๋งกว่า พวกประชาชนคนธรรมดาอย่ายุ่ง”
แล้วเป็นไง เมื่อคนรักชาติไปประท้วงยูเนสโก ทำท่าจะยืดเยื้อ จึงขอพบ แต่ก็ไร้ผล จนวันต่อมา จึงมีปฏิกิริยาไฟลนก้น รีบออกมติคณะรัฐมนตรีหาทางเอาตัวรอด เพราะแววพ่ายแพ้ ต้องสูญเสียดินแดนเริ่มปรากฏชัด
ผลสุดท้าย ทำได้เพียงยื้อเรื่องเพียงชั่วระยะ รอวันกัมพูชาพาพวกต่างชาติเข้ามายึดครองแผ่นดินไทย นอกเหนือจากดินแดนรอบปราสาท
สภาพของนายกฯ มาร์คทุกวันนี้ เหมือนอยู่ในปราสาททราย ถ้าไทยต้องเผชิญความพ่ายแพ้ เสียค่าโง่ให้กัมพูชาถาวร น้ำลายคนไทยจะทลายปราสาททรายของรัฐบาลมาร์ค ซึ่งอยู่ในสภาพสุ่มเสี่ยงหลายมิติ
นอกจากภัยเสื้อแดง เสี่ยงต่อการโดนยุบพรรค ถูกประชาชนออกมาเดินขบวนขับไล่ ถ้าเสียค่าโง่ให้เขมรแล้ว ยังต้องเสี่ยงกับการล่มจมของพรรค
ผู้รู้แนะว่าหนทางเลือกตามขั้นตอนในการตอบโต้กัมพูชา ก็คือให้ไทยเดินออกจากที่ประชุม ถอนตัวจากคณะกรรมการมรดกโลก ถอนจากสมาชิกยูเนสโก ปิดชายแดนไทย-กัมพูชา ตัดสัมพันธ์ทางการทูต เสริมกำลังทหารผลักดันเขมรให้ออกไป เลิกคิดได้แล้วว่าการเจรจา ประท้วง จะได้ผล
การปะทะด้วยกำลังทหาร ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดสงคราม บางครั้งการเจรจาต้องอาศัยการกดดันด้วยกำลังที่เหนือกว่า ตามตำรายุทธศาสตร์
คนไทยพร้อมสู้ แต่พวกใจเสาะ ปอดลอย ใจปลาซิว ไม่เลือกวิธีนี้ จริงมั้ยนิ! อิอิอิ!!!



