ข่าว

ตามรอยอาชญา : สัญญาณอันตราย

ตามรอยอาชญา : สัญญาณอันตราย

31 ก.ค. 2553

ท่ามกลางความอกสั่นขวัญหายจากเหตุระเบิดที่หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีคำถามตามมามากมายหลายข้อ นอกจากเรื่องที่ว่ามือระเบิดเป็นใครและมีวัตถุประสงค์อะไรในการก่อเหตุครั้งนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดและหน่วยงานด้านความมั่นคงวิเคราะห์ว่า เหตุระเบิดครั้งนี้อาจจะนำกรุงเทพฯ ไปใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

 เนื่องจากการใช้ระเบิดขว้างสังหารชนิดเอ็ม 67 มาดัดแปลงเป็นระเบิดแสวงเครื่องทำให้อานุภาพการทำลายล้างสูง มุ่งหวังต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างจงใจ เหมือนเป็นการพัฒนารูปแบบการก่ออาชญากรรมในพื้นที่ชายแดนใต้เข้าไปทุกที

 แต่ที่น่าตระหนกตกใจไม่น้อย คือ การที่นายตำรวจใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ออกมายอมรับว่าเหตุระเบิดบางคดีไม่สามารถคลี่คลายได้ เพราะเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง จึงถูกสกัดกั้นและการสืบสวนขยายผลทำได้ไม่เต็มที่ สุดท้ายก็ต้องหยุดการทำงานไว้แค่นั้น

 คำบอกเล่าที่เหมือนกับสารภาพกลายๆ นี้เองชวนให้คิดได้ว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองคนที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับใคร กลุ่มไหน และเหตุใดเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายถึงกับต้องยอมจำนน

 ในเมื่อตำรวจก็เป็นตัวแทนของรัฐในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน มีรัฐบาลที่คอยกำกับดูแลและให้การสนับสนุน ดังนั้น ผู้ใหญ่คนที่ว่าคงมีเส้นสายโยงใยกว้างไกลกว่าที่หลายๆ คนคิด

 ระเบิดครั้งนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่เรียกว่าบังเอิญอย่างประจวบเหมาะ มันเกิดขึ้นหลังพรรคประชาธิปัตย์กำชัยในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 และเกิดขึ้นก่อนหน้าวันคล้ายวันเกิดอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แค่วันเดียว

 ขณะเดียวกันก็เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่รัฐบาลกำลังถูกต้อนให้ยกเลิก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งฝ่ายการเมืองและทหารบางคนไม่เห็นด้วย

 ด้วยเหตุนี้จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้อยแถลงของบิ๊กตำรวจบวกกับห้วงสถานการณ์อันสุกงอมอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น หมายถึงต่างฝ่ายต่างก็มองเห็นช่องที่จะดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม

 ไม่อยากจะคาดการณ์ล่วงหน้าว่าสุดท้ายแล้วคดีนี้ก็จะจบลงเหมือนกับคดีระเบิดอื่นๆ ก่อนหน้านี้ แต่ก็มีทางให้เลือกคิดต่างจากนี้ได้ไม่มากนัก