ข่าว

“บอร์ดแก้รธน.”โยนหินรื้อระบบเลือกตั้งพวงใหญ่

“บอร์ดแก้รธน.”โยนหินรื้อระบบเลือกตั้งพวงใหญ่

30 ก.ค. 2553

ยึด “เยอรมันโมเดล” ส.ส.เขต/สัดส่วน 50 / 50 เน้นปชช. “เลือกพรรค” เมินตัวบุคคล ดับฝัน “ส.ส.” อยากเป็น “เลขานุการ-ที่ปรึกษา” ชี้ขัดหลักแบ่งแยกอำนาจ นิติบัญญัติ-บริหาร

(30ก.ค.) นายวุฒิสาร ตันไชย โฆษกคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฎิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน กล่าวหลังการประชุมว่า ที่ประชุมไม่เห็นด้วยที่จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญม. 265 เรื่องการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของส.ส. เนื่องจากขัดกับหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร เพราะหากมีการทำงานซ้ำซ้อนกันก็จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานไม่เต็มที่

เช่นเดียวกับม. 266 ที่คณะกรรมการไม่เห็นด้วยที่อนุกรรมการตัดช่องทางที่ส.ส.จะสามารถแจ้งปัญหาความเดือดร้อนกับข้าราชการในพื้นที่ได้ เพราะโดยปกตินักการเมืองเมื่อเห็นประชาชนในพื้นที่เดือดร้อนก็น่าจะมีส่วนในการแจ้งให้แก้ปัญหาได้ตราบใดที่ไม่เป็นการสั่งการให้ทำโครงการเอื้อประโยชน์ แต่ได้ตีกลับให้อนุกรรมการฯพิจารณาว่าจะขีดเส้นแบ่งอย่างไรไม่ให้ช่องทางดังกล่าวเป็นการเปิดให้ส.ส.ได้แทรกแซง สั่งโยกย้ายข้าราชการด้วยความไม่เป็นธรรม

 นายวุฒิสาร กล่าวว่า คณะอนุกรรมการวิเคราะห์กรอบโครงสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง ได้เสนอ ความเห็นในเบื้องต้นว่าควรจะออกแบบระบบการเลือกตั้งใหม่โดยใช้ระบบแบบเยอรมันที่มีการเลือกส.ส.แบบสัดส่วน 50% และส.ส.เขต 50% โดยให้ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อมีจำนวนเท่ากันเพื่อส่งเสริมพรรคที่มีคะแนนนิยมสูงได้จัดตั้งรัฐบาล ขณะเดียวกันระบบดังกล่าวจะทำให้เสียงข้างน้อยไม่สูญหายหรือตกน้ำเหมือนที่ผ่านมาที่คะแนนของผู้ที่ได้ที่สองถูกตัดทิ้งไปหมดแม้ว่าแพ้ชนะกันเพียง 1 พันคะแนน โดยระบบนี้จะนำทุกคะแนนเสียงของประชาชนไปคำนวณเป็นคะแนน จะทำให้แม้บางพรรคการเมืองจะได้คะแนนส.ส.เป็นที่สองทั้งหมดก็สามารถมีส.ส.ในระบบสัดส่วนได้ เพราะจะนำคะแนนไปคำนวณออกมาเป็นเก้าอี้ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

 รายงานข่าวแจ้งว่า แนวคิดดังกล่าวเคยถูกนำเสนอมาแล้วสมัยที่มีการร่างรัฐธรรมนูญปี 50 แต่ถูกคัดค้านจากนักการเมืองโดยเฉพาะกลุ่มตระกูลที่ครองความนิยมในจังหวัดเป็นเวลายาวนาน เพราะการเลือกตั้งแบบเยอรมันเน้นให้ประชาชนเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล บรรดาตระกูลดังๆจึงมีสิทธิสอบตกสูงถ้าหากนโยบายไม่ดีพอ