
"สมาร์ทการ์ด"คนซื้อไม่ได้ใช้คนใช้ไม่ได้ซื้อ
ความจริงของ "สมาร์ทการ์ด" ไม่ใช่เรื่องใหญ่จนไม่สามารถแก้ไขได้ ในอดีตมาถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของบัตรมาแล้ว 5 รุ่น ตั้งแต่บัตรรุ่นแรกดั้งเดิมเป็นยุคกระดาษภาพขาว บัตรรุ่นพลาสติกที่เป็นภาพสี บัตรรุ่นแถบแม่เหล็ก และรุ่นปัจจุบันบัตรสมาร์ทการ์ด ล้
ล่าสุดมีการนำข้อมูลของแต่ละบุคคล สารพัดหลากหลายมาบรรจุในบัตรอัจฉริยะใบนี้เพียงใบเดียว หัวใจด้านเทคนิคที่สำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องหยิบยกมากล่าวอ้างนั้นคือความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องปลอดภัย หรือเรียกง่ายเข้าใจกันคือ ต้องป้องกันการปลอมแปลงการคุกคามบุคคลเจ้าของบัตรจากเหล่ามิจฉาชีพ
สมาร์ทการ์ด "คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ" เริ่มดำเนินการเป็นรูปร่างตั้งแต่ปี 2547 ยุคของ “ทักษิณ ชินวัตร” นั่งนายกรัฐมนตรี สั่งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีออกมติให้กระทรวงที่ปฏิรูปใหม่อย่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที รับผิดชอบดูแลโดยใช้งบประมาณในการ "จัดหาจัดซื้อจัดจ้าง"
ส่วนฝ่ายที่นำไปใช้คือ "กรมการปกครอง" สังกัด "กระทรวงมหาดไทย" ในฐานะใกล้ชิดกับประชาชนกลับเป็นหน่วยงาน "กำหนดสเปกบัตร" โดยใช้กฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ.2547เอาไว้รับรองความถูกต้อง โดยมีการตรวจรับนำมาใช้สำหรับให้บริการประชาชน เป็นระยะต่างๆ เริ่มระยะแรกมีบัตร 12 ล้านใบ ระยะที่ 2 จำนวน 26 ล้านใบ ใช้กฎกระทรวงฉบับที่ 22 พ.ศ.2550 และระยะที่ 3 จำนวน 26 ล้านใบ ที่อยู่ระหว่างการจัดซื้อ "ลอตแรก" ได้จัดส่งมายัง "กรมการปกครอง" จำนวน 6 แสนใบ แต่ "กรมการปกครอง" ไม่ตรวจรับอ้าง "บัตรผิดสเปก"
จนสร้างปัญหาให้แก่ประชาชนเพราะเมื่อบัตรประชาชนหมดอายุ ไปทำบัตรใหม่กลับได้ "ใบเหลือง" มาแทน
สมาร์ทการ์ดเริ่มใช้ในยุครัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร" เป็นรัฐบาลพรรคเดียวมีเสถียรภาพสามารถเคาะโต๊ะขีดเส้นดำเนินการงานต่างๆ ได้ทันที เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบเข้าขั้นทันใจวัยรุ่น
จนกระทั่งมาถึงรัฐบาลผสมยุค "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที จาก “พรรคเพื่อแผ่นดิน” ขณะที่ "กระทรวงมหาดไทย" ก็มี ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย จาก “พรรคภูมิใจไทย”
ช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ผ่านมา "แกนนำพรรคภูมิใจไทย" ไม่พอใจ "พรรคเพื่อแผ่นดิน" ที่ไม่ลงคะแนนไว้วางใจให้แก่รัฐมนตรีของตน จนทำให้ "รัฐมนตรี" จากพรรคเพื่อแผ่นดินบางคนหลุดจากตำแหน่ง ต้องตั้ง "คณะรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ 5" ขึ้นมาใหม่
และครั้งนั้นทำให้ "ระนองรักษ์" หนึ่งในสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดินต้องหลุดจากเก้าอี้ "รมว.ไอซีที" ไปด้วยเช่นกัน โดยมี "จุติ ไกรกฤษ์" จากพรรคประชาธิปัตย์ มานั่งในตำแหน่งแทน
ยังไม่ทันขยับแข้งขยับขา ปรากฏว่า "จุติ" ก็มาเจองานต้อนรับน้องใหม่ "สมาร์ทการ์ด" ไม่ตรงสเปก
ทั้งที่บัตรประชาชนที่เคยใช้กันก่อนหน้านี้มีประมาณ 49 ล้านใบ ก็ผิดสเปกกระทรวงมหาดไทยมาตลอด แต่ก็ไม่มีใครติดใจ ทำไมจู่ๆ "ชวรัตน์" เกิดติดใจ "สเปกสมาร์ทการ์ด" รุ่นล่าสุดซึ่งมีทั้งหมด 26 ล้านใบ
ทั้งที่รุ่นนี้คุณสมบัติดีกว่าทุกรุ่น มีวัสดุป้องกันการปลอมแปลงบัตรประชาชน เป็นประโยชน์ต่อประชาชน จึงมีเสียงเสนอให้แก้กฎกระทรวงเพื่อรองรับบัตรทั้งหมด
“อภิสิทธิ์” นายกรัฐมนตรีเจ้าของกฎเหล็ก 9 ข้อบังคับใช้ต่อคณะรัฐมนตรี แนะแก้ไขให้ยึดหลักประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด ประมาณว่าคิดจะทำการใหญ่ให้มองข้ามเรื่องเล็กๆ หากจะต้องแก้กฎกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้ทุกอย่างลงตัวบัตรสมาร์ทการ์ดคลอดออกมาให้ประชาชนได้ใช้ ให้ไปทำดำเนินการได้ในทันที
อย่างไรก็ตาม ทั้ง "ชวรัตน์" และ "อภิสิทธิ์" ต่างมีความเห็นว่าในแง่กฎหมายที่เหมือนกันเมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ว่าสมาร์ทการ์ดรุ่นล่าสุดผิดสเปก หากแก้กฎกระทรวงเพื่อรองรับบัตรดังกล่าวอาจถูกโจมตีได้ จึงอยากให้ยึดตามคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา
เท่ากับว่าการทำบัตรใหม่ทั้งหมด 26 ล้านใบ จะสิ้นเปลืองงบประมาณเกือบ 2 พันล้านบาท!
โดยเฉพาะสิงห์เฒ่าอย่าง “ชวรัตน์” ออกตัวชี้ชัดแล้ว หากต้องมาแก้เองทำเอง เดี๋ยวจะถูกหวยได้ จึงแบะท่าหลังรับฟังข้อมูลจากเหล่าขุนพลฝ่ายบุ๋น-คณะทำงานคณะที่ปรึกษา โยนลูกให้นายกรัฐมนตรีไปดำเนินการออกเป็นมติ ครม.เป็นเสื้อยันต์ป้องกันตัวเอง เข้าลักษณะปลอดภัยไว้ก่อน กันองค์กรตรวจสอบไล่เช็กบิลย้อนหลัง
ท้ายที่สุดแล้ว “สมาร์ทการ์ด” ของประชาชนที่ยังต้องใช้สำหรับไปติดต่อราชการหรือทำธุรกรรมต่างๆ ก็ยังแก้ไขให้คำตอบแก่ประชาชนไม่ได้
แล้วเรื่องใหญ่ความสมานฉันท์ปรองดองของคนในชาติที่เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนฝังรากลึกอยู่ในใจประชาชนคนไทย จะคาดหวังอะไรได้อีกกับอนาคตของตัวเอง!!
วัฒนา ค้ำชู



