ข่าว

เลิกได้แล้ว...?

เลิกได้แล้ว...?

30 ก.ค. 2553

ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ใช้เวลายาวนานกว่า 7 ปีมาแล้ว คงไม่ต้องอธิบายถึงความอึดอัดใจในวิถีการใช้ชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้เสียเวลา เพราะเพียงแค่มีประกาศภาวะฉุกเฉินพร้อมกับการกระชับพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาการเมืองในกรุงเทพฯ

เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม เพียงไม่นานคนพลเมืองกรุงเทพฯ ก็อึดอัดกับชีวิตเสรีของตนมากโขอยู่แล้ว แต่ที่นั่นในจังหวัดชายแดนมันมากกว่าที่กรุงเทพฯ หลายพันเท่า กระบวนการและวิธีการแก้ไขปัญหามันยังย่ำอยู่กับที่ คือการใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกัน ความร้ายแรงมันไม่ได้ลดน้อยลงไปมากมาย

 ถึงแม้จะมีภาพการพัฒนาอาชีพ พัฒนาคน พัฒนาพื้นที่ที่สอดรับและบางครั้งไม่ค่อยอยากจะสอดคล้องกับธรรมชาติกับการพัฒนาในโครงการต่างๆ จากรัฐบาลมากมายนัก เช่นโครงการไทยเข้มแข็ง แต่ดูเหมือนกับการเปลี่ยนภาพนิ่งจากภาพชายฉกรรจ์ถือปืนผาหน้าไม้หน้าตาดุดัน มาเปลี่ยนเป็นถือจอบถือเสียมขุดดินขุดบ่อปลาบ้างก็เท่านั้น ความคิดความอ่านก็ยังมีเหมือนเดิมคือมาทำสงครามแย่งชิงพื้นที่กลัวว่าแผ่นดินจะถูกตัดออกไป( มันง่ายและจริงนักหรือ?) มากกว่าแย่งชิงประชาชน (ที่มีชีวิต มีวิญญาณ มีความรู้สึกนึกคิด เห็นดีเห็นงาม เห็นร้ายเห็นเลว) เพราะการสนธิกำลัง การใช้กฎความรู้สึก (เกลียดชัง) มากกว่าการใช้ข้อกฎหมายที่จริงจังและเท่าเทียมกัน การซ้อมผู้สงสัยหรือการทรมาน (คนที่ถูกซัดทอด) ให้ได้รับความเจ็บปวด มันล้าหลัง เหล่านี้ก็ยังมีข่าวคราวในวงการสื่อและการพูดคุยปากต่อปากออกมาเป็นระยะๆ

 ความเป็นจริงในการใช้ความรุนแรงต่อคนพลเมืองในแต่ละพื้นที่มันมีมานานแล้ว ดูเหมือนว่าความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์มันไม่ได้แตกต่างกันมากมายระหว่างยุคป่าเถื่อนกับยุคที่เรียกว่าศิวิไลซ์ หรือยุคที่ผู้คนมีอารยธรรมแล้ว เพราะการก่อความเลวร้ายแก่ฝ่ายที่ตนเองคิดว่าอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามมันโหดเหี้ยม เลวร้ายและขยะแขยงไม่ต่างกัน คำตอบสุดท้ายที่ต่างฝ่ายต่างปรารถนาคงไม่ต่างกัน คือการทำให้มันตายไปหรือหายไปจากโลกของตัวเองเท่านั้น

  ส่วนความโศกเศร้าอาดูร ความเจ็บปวด ความคับแค้นอาฆาตของคนที่อยู่เบื้องหลังรอวันให้มันเป็นไปตามสภาวะเช่นอพยพหลบหลีก หรือหลีกหนีให้ห่างไกลหรือจองเวรจองกรรมกันตลอดชีวิตตลอดชาติจากรุ่นสู่รุ่น จนไม่มีปลายทางที่จะสิ้นสุด

 นี่มันคงเป็นวิบากกรรมของความเป็นมนุษย์ผู้ไม่บรรลุความเป็นคนที่มีอารยธรรมสักทีกระมัง ความคิดความอ่านที่ผ่านกระบวนการพัฒนาเปลี่ยนแปลงทั้งการศึกษา วิทยาการ ความก้าวหน้า ที่ชนคนรุ่นก่อนพยายามสร้างเพื่อจรรโลงความสวยงามในคุณค่าที่มีประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติกลับมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างกันอย่างน่าเสียดาย กฎและธรรมชาติแห่งความรุนแรงมักจะมีผลสะท้อนกลับที่รุนแรงและอาจจะเป็นทวีคูณเฉกเช่นเดียวกัน

 หากประเทศไทยต้องการอยากจะเห็นความปรองดอง ความรัก ความเข้าใจ ความเอื้ออาทรและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ของคนในชาติ สิ่งหนึ่งที่ทำได้คือการละเว้นการใช้กฎหมายต่างๆ อาทิ กฎอัยการศึกที่ประกาศมากว่า 100 ปีมาแล้ว

 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) หรือกฎหมายใดๆ ที่ให้อำนาจแก่กองกำลังรัฐที่ติดปืนผาหน้าไม้ (มากกว่าที่จะคิดและใช้ปัญญา) ที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนที่คิดเห็นต่างกับรัฐมากจนเลยขอบเขต เพราะนี่คือสัญญาณที่ไม่สามารถมีความหมายเป็นอย่างอื่นนอกจากจะบ่งบอกและสอดรับกับคำโบราณกล่าวไว้ว่า ปากว่าตาขยิบหรือมือถือสากปากถือศีล คือความเลวร้ายที่ต้องห่างไกลๆ ไว้ และนี่คือสิ่งที่มันยังเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งหากจะแก้ปัญหาอย่างจริงๆ และจริงใจสิ่งที่กล่าวข้างต้นคือการยกเลิกสัญญาณความเลวร้ายนั้นออกไปให้หมด เพื่อให้กลไกและกฎระเบียบปรกติสามัญมาขับเคลื่อนแทนที่ และหันหน้าหาทางออกร่วมกันกับทุกฝ่ายอย่างเป็นระบบ สังคมที่ดีงามแบบเดิมๆ จึงจะหวนกลับมาให้เราได้สูดดมสัมผัสอย่างมีรสชาติได้อีก หรือว่าการให้ลูกน้องนอนกอดปืนใต้ต้นไม้หลังบังเกอร์มันคือชีวิตที่แสนหอมหวานของผู้นำบางคนนักหรือ ?

อัฮหมัด สมบูรณ์  บัวหลวง
[email protected]