
แดนมังกรและซามูไรยอมสยบแดนผู้ดี
จักรวรรดินิยมอังกฤษกำลังฟื้นคืนชีพ ยุคแห่งพระอาทิตย์ไม่เคยตกดินกำลังกลับคืนมา เปล่า...ดิฉันไม่ได้พูดถึงการที่อังกฤษจะสำแดงแสนยานุภาพด้วยกำลังอาวุธและเล่ห์เพทุบายยึดประเทศต่างๆ เป็นอาณานิคมเหมือนในอดีต
แต่ในยุคโลกาภิวัตน์นี้ แดนผู้ดีอังกฤษกำลังเป็นเจ้าอาณานิคมแบบใหม่ด้วยการแผ่ขยายภาษาอังกฤษไปทั่วโลก ช่วงที่ทุกประเทศเห็นถึงความสำคัญจะต้องใช้ภาษานี้หากไม่อยากจะล้าหลังก้าวไม่ทันประเทศเพื่อนบ้าน
แค่แดนมังกรเพียงประเทศเดียว ก็ทำให้อาณานิคมด้านภาษาอังกฤษแผ่ขยายกว้างไม่รู้เท่าไหร่ต่อมิเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลปักกิ่งออกกฎเหล็กบังคับให้ข้าราชการอายุไม่ถึง 40 ปีต้องรู้ภาษาอังกฤษอย่างน้อย 1,000 ประโยค อีกทั้งยังวางแผนจะให้เริ่มเปิดสอนภาษาอังกฤษและภาษาต่างชาติตั้งแต่ชั้นอนุบาลเป็นต้นไปอีกด้วย
ขณะที่แดนมังกรเริ่มขยับ แดนซามูไรญี่ปุ่นก็พลอยขยับตามไปด้วย เมื่อบริษัทใหญ่น้อยต่างสอดส่ายสายตาเล็งหาตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศมาทดแทนตลาดในประเทศที่ซบเซามานาน
ทางเดียวที่จะประสบความสำเร็จได้ก็คือจะต้องเพิ่มพูนความรู้ด้านภาษา เหตุนี้ร้านค้าปลีกใหญ่ๆ ต่างเริ่มบีบให้ลูกจ้างต้องไปเรียนภาษาต่างประเทศเพิ่มเติม โดยให้เลือกเอาว่าจะยอมเสียเวลาไปเรียนภาษาเพิ่มเติมหรือจะถูกไล่ออก
รากูเตน เจ้าของธุรกิจค่าปลีกด้านออนไลน์ใหญ่สุดของญี่ปุ่นถึงขั้นวางแผนจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการของบริษัท ขณะที่ฟาสต์ รีเทลลิ่ง ก็ประกาศแผนจะให้พนักงานสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษในที่ทำงานมากขึ้นภายใน 2 ปีข้างหน้า อีกทั้งยังมีแผนจะสอบภาษาอังกฤษพนักงานอยู่บ่อยๆ เพื่อดูพัฒนาการด้านภาษา
"ตอนนี้ เราไม่ต้องการเป็นแค่บริษัทของญี่ปุ่น แต่เราจะเป็นบริษัทโลก" ซีอีโอของรากูเตนให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ พร้อมกับย้ำว่าพนักงานของรากูเตนซึ่งวาดหวังจะขยับขยายตลาดในต่างประเทศจะต้องเร่งพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเองภายในอีก 2 ปีข้างหน้า ไม่เช่นนั้นมีหวังถูกไล่ออกทันที
"ถ้าไม่พูดภาษาอังกฤษก็ไม่มีงานทำ" ผู้บริหารคนหนึ่งย้ำ
เช่นเดียวกับบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างโตโยตาและนิสสัน มอเตอร์ก็ประกาศจะให้พนักงานใช้ภาษาอังกฤษในที่ทำงาน
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนต่างหนุนโครงการนี้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นหรือเป็นเคล็ดลับที่จะทำให้บริษัทก้าวไปสู่การเป็นบริษัทโลก
"ที่น่าสนใจก็คือบริษัทเหล่านี้ก็พร้อมลุกขึ้นยืนในฐานะผู้บุกเบิกอยู่แล้ว" ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเอเชียให้ความเห็นบ้าง "พวกเขามีมุมมองใหม่ อีกทั้งยังตระหนักดีว่าญี่ปุ่นจำเป็นจะต้องเปิดเกมรุกสู่ตลาดต่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ"



