ข่าว

เรือนชานบ้านเมือง-ทางเลือกอันเป็นทางรอด“ตัดงบ ลดกู้ ลดสวัสดิการ เพิ่มภาษี”

เรือนชานบ้านเมือง-ทางเลือกอันเป็นทางรอด“ตัดงบ ลดกู้ ลดสวัสดิการ เพิ่มภาษี”

30 ก.ค. 2553

สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ทำหน้าที่ “สุนัขเฝ้าบ้าน” พูดถึง “อภิมหากาพย์ วิกฤติการณ์ทางการเงินของสาธารณรัฐเฮเลนิกช์” เป็นการดูหนังดูละครก็เพื่อย้อนกลับมาดูตัวเอง เพราะผมเชื่อว่าเป็นบทเรียนที่มีค่าและมีราคาแพงที่เราจะได้เรียนรู้จาก ประเทศกรีซ ซึ่งก็น่าจะเป็นประโย

ประเด็นหลักๆ ที่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวาง ว่าเป็นสาเหตุสำคัญในการล่มสลายของเศรษฐกิจ ประเทศกรีซ คือ ความไร้ประสิทธิภาพของนักการเมืองและหน่วยงานของรัฐ  ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจหลักที่รับผิดชอบที่นอกจากอืดอาด ล่าช้า ซ้ำซ้อนแล้ว ยังถูกซ้ำเติมด้วย ปัญหาคอรัปชั่นที่แทรกตัวอยู่ในทุกระบบ ดูไปดูมาช่างเหมือนกับ ประเทศไทย ไม่ผิด สิ่งต่างๆ ที่เอ่ยมาเหล่านี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหาที่คาราคาซังอยู่ และทำให้สังคมโดยรวมของ กรีซ และประเทศในกลุ่ม ยูโรโซน ด้วยกันต่างก็รู้สึกเบื่อหน่าย รวมทั้งไม่เชื่อว่า รัฐบาลกรีซ จะแก้ไขปัญหาที่เผชิญหน้าได้อย่างไรถ้ายังเป็นเช่นนี้  ดูไปดูมารัฐบาลกรีซก็เหมือนรัฐบาลไทยในช่วงนี้ ที่เผชิญกับทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติสังคมและวิกฤติทางการเมือง สุดท้ายก็จะนำไปสู่วิกฤติศรัทธาในที่สุดครับ

 ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วครับว่า สัญญาณของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีมาให้เห็นแค่ปลายปีที่แล้วกับต้นปีนี้เท่านั้น พอสิ้นไตรมาสแรก วิกฤติการณ์งบประมาณขาดดุลของกรีซ ก็ปะทุขึ้นมา เป็นผลให้ ชาติจี 8 ต่างพากันวิตกตระหนกอกสั่นไปทั่ว เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าเหล่าประเทศอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเหล่านี้ล้วนมีหนี้สาธารณะไม่ต่างไปจาก ประเทศกรีซ ถึงขนาดที่ ประเทศญี่ปุ่น ประกาศออกมาว่าจะไม่ใช้นโยบายอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบอีกต่อไป ซึ่งจะว่ากันตามตรงทั้ง ฝรั่งเศส อิตาลี รวมไปถึง อังกฤษ อยู่ในฐานะไม่ต่างกัน หรือแม้แต่ เยอรมนี (มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก) ล่าสุดก็ได้ประกาศเพดานเงินกู้ในงบประมาณรายจ่ายไว้ไม่เกิน 8 หมื่นล้านดอลลาร์  

 บรรดาประเทศที่อยู่ในกลุ่มสุ่มเสี่ยงที่จะล่มสลายทางเศรษฐกิจอย่าง สเปน โปรตุเกส ก็ต่างพากันตัดงบประมาณกันถ้วนหน้า นโยบายรัดเข็มขัดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลและการเพิ่มภาษี รวมทั้งลดการกู้ ได้กลายเป็นนโยบายกลางของประเทศในประชาคมยุโรป รวมไปถึงอเมริกาไปแล้ว วันนี้ไม่มีใครพูดกันถึง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกันอีกแล้ว พูดกันแต่การบริหารจัดการงบประมาณ “แบบพอเพียง”  โดยใช้เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ แบบ ตัดงบ ลดกู้  เพิ่มภาษี 

 มองไกลตัวแล้วลองมามองใกล้ตัวกันดูบ้าง การขาดเสถียรภาพประกอบกับความไม่เชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจทั้งปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งการถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยลบต่างๆ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางด้านการเมืองที่ยังคงค้างคาอยู่  อีกทั้งมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ (จากเหตุการณ์ระเบิดในสถานที่ต่างๆ) จนทำให้ไม่สามารถชี้ขาดได้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นหรือไม่ฟื้น จะถดถอยหรือทรงตัว 

 ในขณะที่รัฐบาลทุ่มเทสรรพกำลัง ไล่ล่าคนเสื้อแดงและฝันหวานกับตัวเลขของการขยายตัวของจีดีพี รวมทั้งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของการส่งออก จนลืมคิดไปว่าในเมื่อ ยุโรป รวมทั้ง อเมริกาพากันรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่าย ลดการกู้ ลดสวัสดิการ เพิ่มภาษี แล้ว ประเทศไทย จะส่งอะไรไปขายในเมื่อต่างชาติไม่มีกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอาจจะรู้ แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ก็ได้ เพื่อจะได้ใช้งบประมาณของรัฐโดยการซื้อเสียงผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ แบบทิ้งทวน รวมทั้งโครงการเมกกะโปรเจกท์ต่างๆ ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง ใครมาเป็นรัฐบาลใหม่ก็รับภาระหาเงินมาใช้หนี้กันเองก็แล้วกันครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์