
3เหล่าทัพไทยพร้อมลุยฮุนเซนสั่งตรึงชายแดน
วงในเผย สุวิทย์ ไล่บี้กก.มรดกโลกถอนวาระพิจารณาแผนการจัดการบริหารมรดกโลกของกัมพูชาออก เผยรูปแบบมาตรการตอบโต้เบาไปหาหนัก การเมืองใหม่ค้านขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร-จี้รัฐเลิกMOU
เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2553 แหล่งข่าวจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก เปิดเผยว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กำลังพยายามเจรจาให้คณะกรรมการมรดกโลกดึงวาระการพิจารณาแผนการจัดการบริหารมรดกโลกของกัมพูชาออก เนื่องจากในวันที่ 29 ก.ค.เวลาประมาณ 09.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นประเทศบราซิล ซึ่งตรงกับ19.00น.ในเวลาประเทศไทย จะมีการประชุมบูโร(กรรมการบริหาร) ดังนั้นจะใช้โอกาสดังกล่าวในการพยายามเจรจา เพื่อดึงวาระดังกล่าวออกจากการพิจารณาอีกครั้ง
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา เวลา 17.30น.ตามเวลาท้องถิ่น นายสุวิทย์ ได้มีการเจรจานอกรอบกับนายซกอาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และหารือเกี่ยวกับแผนบริหารการจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเอกอัครราชทูตบราซิลประจำยูเนสโกเป็นผู้ดำเนินการให้มีการเจรจา โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด ใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยนายซกอาน แจ้งกับคณะฝ่ายไทยว่าได้ยอมให้ทางการประเทศไทยมามากแล้ว และชี้แจงว่าแผนบริหารดังกล่าว ไม่ได้นำเขตแดนด้านทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหารมาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่บริหารจัดการ แต่คณะผู้แทนไทยได้แย้งว่าทางทิศตะวันออก(ด้านบันไดหัก) ยังไม่ได้มีการกันพื้นที่และยังมีกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนอยู่ ดังนั้นประชาชนไทยคงรับไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยเนื้อหาในเอกสารรายงานสภาพการอนุรักษ์ ซึ่งทางไทยรับไม่ได้ใน 2 ข้อ แต่ทางกัมพูชายืนยันว่าไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะกัมพูชามีโครงการต่างๆ ในพื้นที่และมีระยะดำเนินการ 2 ปี และในที่สุดการเจรจาก็สิ้นสุดลงโดยไม่สามารถตกลงอะไรกันได้
แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการตอบโต้ของคณะผู้แทนไทยขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องถอนตัวจากที่ประชุม หรือลาออกจากคณะกรรมการมรดกโลกและสมาชิกภาคีอนุสัญญาฯ แต่มาตรการตอบโต้จะเริ่มจากเบาไปหาหนัก คือ ไม่ยอมรับแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร และไม่ยอมรับรายงานสภาพการอนุรักษ์ที่กัมพูชาจะเสนอต่อที่ประชุม
จากนั้นหากที่ประชุมยังยืนยันจะพิจารณาวาระดังกล่าว คณะผู้แทนไทยจะออกแถลงการณ์ตำหนิและประณามการทำงานของฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการมรดกโลกที่ฝ่าฝืนและละเว้นกฎการประชุมกรณียินยอมให้กัมพูชาเสนอแผนการบริหารจัดการ ซึ่งตามข้อกำหนดจะต้องเสนอก่อนการประชุม 6 สัปดาห์ แต่กัมพูชากลับส่งและแจกในที่ประชุมตอนเวลา 15.00น.ของวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา เท่ากับยื่นเอกสารก่อนการประชุมไม่ถึง 24 ชั่วโมง ทั้งนี้การออกแถลงการณ์เพื่อต้องการให้บันทึกไว้ในที่ประชุมเพื่อเป็นหลักฐานว่าทางการไทยไม่ยอมรับแผนดังกล่าว แต่หากยังไม่เป็นผลผู้แทนไทยจะเดินออกจากที่ประชุม(วอล์คเอาท์) ทันที
แดนไทย-เขมรระอุ3เหล่าทัพพร้อมลุยรักษาอธิปไตย
พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวระหว่างดูสถานการณ์ในพื้นที่ ที่โรงเรียนบ้านภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ ว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนโดยทั่วไปอยู่ในขั้นที่สามารถควบคุมได้ เหตุการณ์ยังเป็นปกติดี ซึ่งการตัดสินใจว่าจะใช้กำลังหรือไม่ ทางผู้บังคับบัญชาก็มีการมอบอำนาจตามลำดับชั้น แต่จะใช้มาตรการตามขั้นตอนเบาไปหาหนัก
“ทั้งสองประเทศยังสามารถพูดคุยกันได้ เราพยายามรักษาระดับความสัมพันธ์เอาไว้ เพียงแต่จะไม่ยอมเสียสิทธิ์ และได้ติดตามสถานการณ์อยู่เช่นกัน แต่การประเมินสถานการณ์ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาจะเป็นผู้กำหนดกรอบ อย่างไรก็ตาม ความกังวลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่าทีของกัมพูชา และเราฟังนโยบายจากผู้บังคับบัญชา และรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ได้มีการสอบถามความพร้อมมายังกองทัพภาคที่ 2 โดยเรามีความพร้อม 100%” พล.ท.วีร์วลิต ระบุ
แม่ทัพภาค 2 กล่าวว่า กำลังทุกระดับที่อยู่ในพื้นที่ หรือภูมิประเทศสำคัญ หรือสิ่งที่เราได้เปรียบกว่า เรามีการวางกำลังไว้หมดแล้ว นอกจากนั้นในระดับหลังก็มีกองหนุนอยู่ พร้อมเคลื่อนย้ายได้ตามห้วงเวลาที่กำหนดไว้ ทุกขั้นตอนสามารถเข้าสู่ที่หมายได้ตามกำหนด อีกทั้งแผนใหญ่ก็ได้วางแผนร่วมกันจาก 3 เหล่าทัพ ทั้งทางอากาศ ทางบก
จากนั้นเวลา 17.00 น. พล.ท.วีร์วลิต ได้ให้โอวาทกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณด่านตรวจภูน้อย ทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร พร้อมเน้นย้ำให้ระมัดระวัง และตรวจการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้กำลังพลมีความอดทน อดกลั้นอย่างถึงที่สุด
"ฮุนเซน"สั่งทหารตรึงกำลังแนวชายแดน
สำนักข่าว DAP news กัมพูชา รายงานว่า นายเขียว กันหาริท โฆษกรัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยว่า นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้สั่งให้กองทัพกัมพูชาตรึงกำลังแนวเขตแดนไทย-กัมพูชา และเตรียมพร้อมเพื่อตอบโต้กรณีที่ถูกรุกรานจากทหารไทย
นายเขียว กล่าวภายหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ประกาศสั่งทหารเข้าตรึงกำลังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเขาพระวิหาร อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายกำลังจับตาผลการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่กำลังจะประชุมในเวลา 22.00 น.วันนี้
"ชวนนท์”ไม่สนคำขู่"ฮอ นัม ฮง"ยันไทยสู้เต็มที่
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบราซิล ได้เลื่อนการพิจารณากรณีปราสาทพระวิหารออกไปก่อนว่า การที่ยูเนสโกเลื่อนการพิจารณาออกไปถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เท่ากับยังรับฟังเหตุผลของไทย และประเทศไทยยังย้ำจุดยืนเดิม เพราะเชื่อในข้อเท็จจริงที่มีอยู่ เนื่องจากแผนจัดการพื้นที่บริเวณพระวิหารไม่มีความสมบูรณ์ โดยเฉพาะแผนที่การแบ่งเขตแดนที่ไม่มีความชัดเจน
และไทยไม่ได้ยอมรับแผนจัดการพื้นที่ดังกล่าวแต่แรก แผนที่ใช้ไม่ได้ เพราะมีเอ็มโอยูและคณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วม (เจบีซี) อยู่ จึงเป็นตัวพิสูจน์ว่าไม่ควรเดินหน้าจัดทำมรดกโลกรวมถึงแผนบริหารจัดการต่างๆ อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะดำเนินตามมติครม.หากทางยูเนสโกพิจารณารับแผนจัดการของกัมพูชา คือวอล์คเอาท์ออกจากที่ประชุม และทบทวนการถอนตัวการเป็นภาคีในคณะกรรมการมรดกโลก เพราะนี้ถือเป็นการขัดธรรมนูญของยูเนสโกที่ต้องสร้างสันติภาพ ไม่ใช่สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ
ส่วนกรณีที่นายฮอร์ นัมฮง รมว.ต่างประเทศกัมพูชาประกาศว่าหากคนไทยบุกรุกเข้าไปในบริเวณปราสาทพระวิหารจะยิงนั้น นายชวนนท์ กล่าวว่า เรายืนยันว่าเราต่อสู้อย่างเต็มที่ ยึดตามข้อเท็จจริง และยังหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม ส่วนจะต้องกำลังเจ้าหน้าที่บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หรือไม่นั้น คงต้องรอดูการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกคืนนี้ และรอบัญชาจากนายกรัฐมนตรี
การเมืองใหม่ค้านขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร-จี้รัฐเลิกMOU
ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ว่าพรรคการเมืองใหม่ได้ออกแถลงการณ์ คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ยกเลิก MOU ที่ยอมรับแผนที่มาตราส่วน1: 200,000 โดยระบุว่า ไม่ว่าผลการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ณ กรุงบราซีเลีย ประเทศบราซิล ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนปราสาทระวิหารเป็นมรดกโลกจะจบลงอย่างไรก็ตาม บัดนี้ยิ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ากรณีนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงยิ่งที่จะ เสียดินแดนรอบปราสาทพระวิหารอย่างน้อย 4.6 ตารางกิโลเมตร และมีโอกาสที่ที่จะสูญเสียดินแดนเพิ่มเติมอีกจำนวนมหาศาลนอกเหนือจากมาตรการ เฉพาะหน้าหลายมาตรการที่ภาคส่วนต่าง ๆได้นำเสนอแล้ว พรรคการเมืองใหม่เห็นว่าประเทศไทยโดยรัฐบาลจะต้องแสดงออกให้เด่นชัดในการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราเห็นว่าประเทศไทยยังมีความชอบธรรมและไม่สายจนเกินกาลที่จะแสดงจุดยืน ปกป้องอธิปไตยของชาติ ทั้งนี้มีเหตุผลทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยจำเป็นจะต้องคัดค้านดังต่อไปนี้
1.ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนเขาพระวิหารในทิวเขาดงรัก ในฟากฝั่งไทยของเส้นสันปันน้ำ จึงอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย โดยสิ้นเชิง 2. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ตัดสินมิให้ไทยเปิดปาก คือ ไทยถูกปิดปากมิให้อ้างอธิปไตยของไทยโดยอาศัยกฎหมายปิดปาก (Estoppel หรือ Preclusion) ซึ่งไม่เคยใช้บังคับกับประเทศใดมาก่อน แต่คำพิพากษาของศาลผูกพันเฉพาะคู่กรณีและเฉพาะในเรื่องที่พิพาทจึงไม่ผูกพัน ยูเนสโก 3. ศาลมิได้ชี้ขาดความถูกต้องของเส้นเขตแดนที่ลากบนแผนที่ 1/200,000 ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา
4. แต่ผู้พิพากษาในคำพิพากษาแย้งทั้งสามท่าน คือ ออสเตรเลีย จีน และอาเจนติน่า ชี้ให้เห็นว่าเส้นเขตแดนที่ลากบนแผนที่ 1/200,000 นั้นผิดหลายแห่งโดยเฉพาะในบริเวณที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ ลำห้วยโอตาเสม มิได้ไหลขึ้นเขาอย่างที่ปรากฎบนแผนที่แต่ไหลลงสู่ประเทศไทยทำให้เขาพนมดงรัก เป็นของไทยและพื้นที่ที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่อยู่ในฝั่งฟากไทยของเส้นสัน ปันน้ำ ซึ่งสูงกว่าเบื้องล่าง คือ เขมรต่ำถึง 650เมตร 5. ฉะนั้นรัฐบาลไทยจึงชอบที่จะให้เหตุผลว่าแผนที่ 1/200,000 หรือผนวก 1 นั้น ฝรั่งเศสทำขึ้นฝ่ายเดียวที่กรุงปารีสและลากเส้นเขตแดนเลยเข้ามาในเขตไทยขัด ต่อข้อบทนิยามเขตแดนตามอนุสัญญา ค.ศ.1904 และสนธิสัญญากับพิธีสารต่อท้าย ค.ศ.1907 หลายแหล่งและไทยไม่เคยยอมรับความถูกต้องของเส้นเขตแดนนั้นซึ่งผิดเพี้ยนไป จากอนุสัญญาและสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสโดยสิ้นเชิง
6. จริงอยู่แผนที่ผนวก 1 นั้น ได้จัดทำขึ้นภายหลังที่ได้มีการปักปันดินแดนแล้ว แต่ได้จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการปักปันผสมฝรั่งเศส - ไทย ฝ่ายฝรั่งเศสฝ่ายเดียว โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผสมฝ่ายไทยเลยจึงไม่มีผลผูกพัน 7. ฉะนั้น ฝ่ายไทยจำเป็นต้องชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของเส้นแดนที่ลากบนแผนที่ฉบับ ได้ทำขึ้น โดยลอกหรือเลียนแบบจากแผนที่ผนวก 1 ล้วนผิดเพี้ยนไปจากความตกลงระหว่างไทยกับฝรั่งเศสทั้งสิ้น โดยไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จึงไม่อาจยอมรับความถูกต้องได้และไม่เคยยอมรับ 8. ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยชอบที่จะประกาศยกเลิกบรรดาข้อตกลงหรือ MOU หรือข้อเสนอใด ที่มีการอ้างอิงหรือพาดพึงถึงแผนที่ฉบับ 1/200,000 แม้ในฐานะเอกสารประกอบ เพราะถ้าไม่ชี้ให้เห็นที่ผิดแต่แรกจะสร้างความคลุมเครือ และสุ่มเสี่ยงต่อการยกดินแดนให้กัมพูชาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญไทย และขัดต่อคำสั่งศาลปกครองในกรณีที่เกี่ยวข้องกับแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชา พ.ศ. 2551 ด้วย
ทั้งนี้ด้วยเหตุผลข้างต้น พรรคการเมืองใหม่ขอเรียกร้องรัฐบาล - กองทัพ ประชาชนคนไทยทุกภาคส่วนได้ผนึกพลังร่วมกันในการปกป้องรักษาเอกราชดินแดนของ ประเทศไทยด้วยความเข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียว



