
กรุงเทพฯ : จังหวัดชายแดนใต้ภาคต่อ
นอกจากคำถามว่าใครเป็นมือระเบิดครั้งล่าสุดที่หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ และเป็นฝีมือกลุ่มไหนแล้ว ยังมีคำถามอีกข้อที่น่าสนใจยิ่งไม่แพ้กัน คือ รูปแบบระเบิดที่เปลี่ยนแปลงไปหมายถึงอะไร และคนร้ายพยายามสื่อนัยอะไรบางอย่างถึงสังคมไทยหรือไม่ ?!!
ระเบิดแสวงเครื่องที่นำระเบิดสังหารแบบขว้างชนิดเอ็ม 67 มาดัดแปลงต่อเข้ากับแผงวงจรไฟฟ้า ตั้งเวลาด้วยนาฬิกาควอทซ์ ทำให้อานุภาพของระเบิดสูงขึ้น อำนาจการทำลายล้างสูงกว่าระเบิดทั่วไปที่พบก่อนหน้านี้ เพราะมีเศษโลหะที่สามารถทำลายชีวิตและทรัพย์สินที่อยู่ใกล้ๆ ได้อย่างรุนแรงและแสนสาหัส
สิ่งนี้หมายถึงคนร้ายมุ่งหมายเอาชีวิต และต้องการให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงหนักหน่วง ?!!
"อานุภาพระเบิดรุนแรงขึ้น หมายถึง มือระเบิดมุ่งหวังต่อชีวิตผู้คนมากขึ้น" ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดหน่วยราชการหนึ่งให้ความเห็น เมื่อขบคิดถึงรูปแบบระเบิดที่เปลี่ยนไป
นอกจากเป้าวัตถุประสงค์ของคนร้ายที่มีต่อการเปลี่ยนมาใช้ระเบิดสังหารบุคคลมาประกอบเป็นระเบิดแสวงเครื่องแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังมองสัญญาณนี้ด้วยความวิตกกังวลด้วยว่า ต่อไปในวันข้างหน้าอาจจะพบระเบิดสังหารลักษณะนี้มากขึ้น อยู่ในรูปแบบที่แปลกมากขึ้นในสายตาสังคมเมือง ทว่าคุ้นตาผู้คนในสามจังหวัดชายแดนใต้
สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญวัตถุระเบิดกำลังเอ่ยถึง คือ ระเบิดแสวงเครื่องที่มาในรูปถังแก๊ส ถังดับเพลิง วิทยุเทปคาสเซ็ต ที่พบมากในกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ !?!
"กลุ่มมือระเบิดค่อนข้างมีความรู้เรื่องระเบิดและการประกอบเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นในอนาคตรูปแบบการก่อเหตุในกรุงเทพฯ อาจจะคล้ายคลึงกับที่เกิดในสามจังหวัดชายแดนใต้ มีคาร์บอมบ์และติดระเบิดไว้กับรถจักรยานยนต์ แต่ระเบิดฆ่าตัวตายหรือใช้ส่วนประกอบระเบิดเป็นตันๆ อาจจะยังไม่ถึงขั้นนั้น" เขาลงความเห็น
ความเห็นนี้สอดคล้องกับเจ้าหน้าที่ด้านการข่าวระดับสูงของหน่วยงานความมั่นคง ที่มองถึงเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นล่าสุดว่า ในวันข้างหน้าจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ถ้าไม่มีการพูดคุยหรือแผนปรองดองล้มเหลว ?!!
เขาเชื่อด้วยว่าในอนาคตสถานการณ์ในกรุงเทพฯ จะเข้าใกล้กับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ มือระเบิดมีวิวัฒนาการหันมาใช้ระเบิดที่มีอำนาจทำลายล้างสูงมาก่อเหตุมากขึ้น ขนาดมี พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน คอยควบคุมอยู่คนร้ายก็ยังกล้าลงมือท้าทายอำนาจอย่างไม่ค่อยปรากฏในชุมชนเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ
"ระเบิดการเมืองมันมีปัจจัยเยอะ ถึงแม้ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะมีคำสั่งให้ตำรวจดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญ ย่านการค้า และบ้านบุคคลสำคัญ แต่ก็เหมือนการเฝ้าระวัง วันหนึ่งตำรวจก็จะอ่อนล้า สำหรับคนจ้องจะทำแล้วมันตรงกันข้าม พอภาครัฐหย่อนยานก็ออกมาก่อเหตุ เป็นอย่างนี้อยู่ร่ำไป" เจ้าหน้าที่การข่าววิเคราะห์
แต่สำหรับนายตำรวจระดับสูงใน สตช.แล้วกลับมีความเห็นต่างออกไป เขาเชื่อว่ามันจะไม่รุนแรงมากไปกว่านี้ หรือถ้าจะมีอีกก็แค่ไม่กี่ครั้ง
สาเหตุที่ทำให้นายตำรวจผู้นี้เชื่อและวิเคราะห์ไปในแนวทางนี้ เขาวิเคราะห์เหตุผลบนหลักการ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" หรือ "หนามยอกเอาหนามบ่ง" หมายถึงว่า เมื่อผู้ก่อความไม่สงบใช้ความรุนแรงก็ต้องพบกับมาตรการจัดการขั้นเด็ดขาด
เขาใช้ภาษาไม่เป็นทางการที่ดูประชดประชันแกมข่มขวัญว่า "โป้งหงาย" เป็นยุทธการที่ใช้ควบคุมแม่ทัพนายกอง ถ้าแม่ทัพสิ้นฤทธิ์ รองแม่ทัพ และนายกองชั้นลดหลั่นลงมาต้องทบทวนให้ดีก่อนจะลงมือครั้งต่อๆ ไป หรืออาจจะไม่กล้าลงมือทำอะไรบุ่มบ่ามจนถึงขั้นเรื่องร้ายๆ ค่อยๆ เงียบหายไป
"เรารู้อยู่แล้วนี่ว่ามูลเหตุระเบิดมันมาจากเรื่องอะไร ลองคิดดูนะตั้งแต่ทหารกระชับพื้นที่จนผู้ชุมนุมเสื้อแดงยอมถอย เพิ่งจะเกิดระเบิดขึ้นครั้งแรก ไม่ว่าผู้อยู่เบื้องหลังต้องการอะไร ถ้ามันควบคุมไม่ได้แล้ว จะก่อเหตุซ้ำซากอยู่นั่นแหละ บางทีเราก็จำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด" บิ๊กตำรวจให้ความเห็นส่วนตัว ก่อนจะย้ำว่ามาจากความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่มีเป็นคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาหรือนโยบาย ทั้งจาก สตช.และรัฐบาล ด้วยเกรงว่าจะกลายเป็นประเด็นทางการเมืองไป
สตช.ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับเหตุระเบิดตลอดความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงต่างๆ นอกจากนี้ ชุดสืบสวนยังมีประวัติของผู้ก่อความไม่สงบด้วยการใช้ระเบิดในการสร้างสถานการณ์จำนวนหนึ่ง ขณะนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ นายตำรวจคนเดิมให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า คดีระเบิดก่อนหน้านี้บางคดีก็สามารถขยายผลจนทำให้ทราบเครือข่ายผู้ก่อความไม่สงบและผู้อยู่เบื้องหลัง แต่บางคดีก็มีผู้เกี่ยวข้องเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม พอทำไปได้สักพักก็มีการ "ร้องขอ" ทำให้การสืบสวนต้องหยุดชะงักไปโดยอัตโนมัติ และเหตุระเบิดยังคงเกิดขึ้นเรื่อยมา



