
จะปล่อยไปตามยถากรรมหรือ?
แล้วก็เป็นเรื่องจนได้สำหรับเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง
นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ อายุ 42 ปี ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ไสว แช่มลำเจียก พงส.(สบ 3) กก.1 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ นายภูมิพัฒน์ วงศ์ยาชวลิต หรือ “แน็ต พีรกร” นักร้องลูกทุ่ง นักเขียน และนักประพันธ์เพลง
ก็นายภูมิพัฒน์คนนี้นี่แหละที่ไปแจ้งความต่อตำรวจที่ สน.คันนายาว ให้ดำเนินคดีกับ "อ๊อฟ" พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง นักแสดงชื่อดัง ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง
"อ๊อป" พงษ์พัฒน์ พูดบนเวทีระหว่างรับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม รางวัลนาฏราช ประกาศสละชีวิตเพื่อปกป้องพ่อของแผ่นดิน
แต่ ภูมิพัฒน์ กลับไปฟ้องว่า "อ๊อฟ" พงษ์พัฒน์ หมิ่นเบื้องสูง !
ลำพังคนคนหนึ่งเข้าใจผิด หรือไม่มีความรู้ หรือมีอคติอื่นมันไม่เท่าไหร่ แต่นี่ สน.คันนายาว ที่น่าจะมีตำรวจระดับนายร้อยนายพันอยู่หลายคน กลับไม่อาจชี้ขาดในเรื่องนี้ได้
เรื่องมันก็เลยมาถึงกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)
แต่แทนที่เรื่องจะจบลงเสียที่ บช.น. ก็กลับไม่จบ ทั้งที่เรื่องแค่นี้ คนระดับร้อยเวร สารวัตร ก็น่าจะใช้วิจารณญาณได้
ยิ่งถ้าระดับผู้กำกับ ผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่ก็น่าจะฟันธงได้ชัดเจน
ถ้าจำเป็นต้องทำรายงาน ทำเรื่องส่งให้หน่วยเหนือ ก็น่าจะมีความเห็นแนบท้ายไปด้วยว่า กรณีแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องซี้ซั้วไปฟ้องร้องกันได้ง่ายๆ เผื่อว่า บช.น.ไม่ว่าง ไม่มีเวลามานั่งถามกันว่า เอาไงดีกับคดีนี้
แต่ก็นั่นแหละ พอส่งเรื่องขึ้นมาถึง บช.น.ดันมีเวลาว่างตั้งกรรมการพิจารณา แล้วมีมติเรียก "อ๊อฟ" พงษ์พัฒน์ มาชี้แจง ทั้งที่ความจริงแล้ววิจารณญาณของทุกคนก็น่าจะรู้แล้วว่า เจตนาของ "อ๊อฟ" พงษ์พัฒน์ นั้นเป็นอย่างไร
เมื่อออกมาแถลงเรียกพระเอกหนุ่มใหญ่ไปชี้แจงข้อกล่าวหา ทั้งที่ไม่มีความผิด ค้านกับสายตาคนทั่วไป เสียงก่นด่าตำรวจน้อยใหญ่ใน บช.น.ก็เลยดังระงมไปทั่ว
แต่แทนที่จะรีบแก้ไขเรื่องไม่เป็นเรื่องให้จบไปเสียโดยเร็ว ก็กลับปล่อยเรื่องให้ลากยาวออกไปอีก แล้วก็หนีไม่พ้นที่จะออกมาบอกว่า ไม่เรียก "อ๊อฟ" พงษ์พัฒน์ ไปชี้แจงแล้ว โดยอ้างว่า ถามนักกฎหมาย นักภาษาศาสตร์ชี้ว่า ไม่มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง
ทว่าแทนที่เรื่องจะจบ จะยุติ กลับมีนักวิชาการมาฟ้องให้เอาผิด นายภูมิพัฒน์ ฐานแจ้งเท็จ แกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ยกข้อกฎหมายอีก 6 มาตรา พร้อมระบุอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 7 ปี ปรับตั้งแต่ 1,000-70,000 บาท
ถึงคดีนี้ บช.น.จะไม่ได้เป็นคนทำ แต่เพื่อนตำรวจสังกัดกองปราบปรามที่รับฟ้องก็ต้องทำ ต้องเดือดร้อนในเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นเรื่อง
ถามว่า ถ้าตำรวจทำคดีกันอย่างนี้ แล้วต่อไปหากเกิดใครบ้าจี้เอาเรื่องเอาราวกับตำรวจ ไปฟ้องว่า ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบจะว่าอย่างไร
บ้านเมืองมันไม่ยุ่งเหยิงกันไปหมดหรือ ?
ถ้าหากคนดีๆ คนที่คิดดี แสดงออกดี แต่กลับถูกใครก็ไม่รู้ไปแจ้งความดำเนินคดี แล้วตำรวจเกิดคึก ทำคดีเหมือนกับที่ "อ๊อฟ" พงษ์พัฒน์ โดนสังคมจะอยู่กันอย่างไร
ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลจะเข้ามาดูแลการทำหน้าที่ของตำรวจอย่างจริงจัง
ถึงเวลาหรือยังที่ผู้คนในสังคมจะมีโอกาสเข้าไปร่วมเสนอแนวทางการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติกันเสียใหม่
ความจริงคำถามลักษณะนี้ ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะเกิดขึ้น แต่มันจะมีอย่างต่อเนื่อง หากว่ารัฐบาลจะเพิกเฉย ละเลยกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่กระทบภาพรวมของวงการสีกากีนี้ต่อไป
การปฏิรูปนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องรื้อ ต้องตัดทิ้ง หรือยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วจ้าง รปภ.มาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย
หากแต่ต้องร่วมกันคิด ร่วมกันหาวิธีว่า ทำอย่างไรจึงจะให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นของตำรวจเป็นความยุติธรรมที่คนดีไม่ต้องพบกับความเดือดร้อน
ทำอย่างไรให้ตำรวจปกป้องคุ้มครองคนดีจากคนชั่ว และไม่ต้องไปวุ่นวายกับเรื่องไร้สาระที่บางครั้งคนที่มีสติไม่สมประกอบสร้างเรื่องมาให้
ทำอย่างไรเมื่อใดที่เอ่ยคำว่า "ตำรวจ" ก็มากพอ ศักดิ์สิทธิ์พอที่จะให้โจรผู้ร้ายเกรงกลัวจนไม่กล้ากระทำผิด
มันอาจจะฟังดูเหมือนเป็นเรื่องในอุดมคติที่ไม่รู้ว่ายุคใด ชาติใดจะมีโอกาสเป็นเช่นนั้น แต่หากเราไม่เริ่มกันเสียแต่วันนี้ มันก็จะมีแต่ความถดถอย
ตำรวจที่ดี มุ่งมั่นจะเป็น "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" ก็จะท้อแท้สิ้นหวัง
รัฐบาลในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะปล่อยให้เรื่องหายไปเฉยๆ ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
เพราะขนาดคนที่เทิดทูน "พ่อของแผ่นดิน" ยังเกือบจะถูกดำเนินคดี แล้วคนทั่วไปที่หาเช้ากินค่ำก็มีโอกาส "ซวย" ได้ทุกคนแล้วละ



