
เสียงที่ไม่มีวันสร่างซา
ว่ากันว่าการต่อวงจรระเบิดก็เหมือนกับลายเซ็น คือ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่พอเห็นหลายๆ ครั้งแล้วจะรู้ได้ว่าเป็นของใคร
แต่ขั้นตอนที่ยากกว่าคือครั้งแรกๆ ที่เรายังไม่รู้ว่า ลายเซ็นนั้นเป็นของใคร จนกว่าจะรู้จะได้ตัวเจ้าของลายเซ็นแล้วเท่านั้น
คดีระเบิดที่หน้าห้างบิ๊กซีราชดำริเองก็เช่นกัน ถึงแม้จะมีการดัดแปลงนำระเบิดขว้างเอ็ม 67 มาต่อเข้ากับวงจรระเบิดและจุดชนวนด้วยนาฬิกาปลุกจะพบเป็นครั้งแรก ทว่าการต่อวงจรไฟฟ้าลักษณะนี้มีพบเห็นมาหลายครั้งแล้วระหว่างการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา
หมายความว่าถึงแม้รูปแบบระเบิดจะเปลี่ยนไป แต่อย่างไรเสียคนประกอบก็ยังไม่สามารถลบลายเซ็นของตัวเองได้
เป็นระเบิดการเมืองที่มุ่งสร้างสถานการณ์ความไม่สงบดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม
ประเด็นนี้ทำให้ฉุกคิดได้ว่า ตราบใดที่เรายังควานหาเจ้าของอัตลักษณ์ระเบิดไม่ได้ ประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ จะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม แค่ใกล้เคียงกับคำว่าสงบสุขก็ยังไม่เฉียดไม่ใกล้
ฝ่ายหนึ่งทำเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไร้ประสิทธิภาพและขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ
อีกฝ่ายหนึ่งแสวงหาความชอบธรรมในการจัดการกับกลุ่มก่อความไม่สงบ เรียกศรัทธาในการบริหารบ้านเมืองกลับคืนมา
ฝ่ายหนึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่ามีศักยภาพพอที่จะก่อการร้ายรูปแบบสากลแล้วขยายภาพออกไปในวงกว้าง
ส่วนอีกฝ่ายก็มีสรรพกำลังเพียงพอที่จะทำอะไรก็ได้เท่าเทียมกัน
รัฐบาลอาจจะไม่รู้เรื่องหรือบางทีรู้แต่ทำอะไรไม่ได้ !?!
เหตุระเบิดหลายครั้งนั้นคลุมเครือชวนเคลือบแคลง สาเหตุที่จับคนร้ายไม่ได้ไม่ใช่ตำรวจไร้ความสามารถอย่างเดียว แต่เป็นเพราะยิ่งสาวยิ่งลึกลูบหน้าก็ปะจมูก
มันเป็นการฟาดฟันที่หวังผลทางการเมืองและมวลชนบนวิกฤติทางสังคม โดยไม่สนใจว่าประเทศชาติจะตกต่ำอย่างไร ผู้คนจะบาดเจ็บล้มตายไปเท่าไร
สิ่งเหล่านี้จะยังคงเกิดขึ้นต่อไป ถึงแม้ว่าในวันข้างหน้าจะไม่มีคนไกลแล้ว แต่ระบบที่เขาสร้างก็จะยังดำรงอยู่
ระบบที่ปลูกฝังแนวคิดและปักชี้ไปตรงๆ ว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่ชอบธรรม สองมาตรฐาน ไร้คุณสมบัติปกครองประเทศ
แล้ววัฏจักรอัปยศก็จะหมุนเวียนต่อไป เสียงระเบิดการเมืองและการปรักปรำจะยังอยู่ เสียงร่ำร้องจากความเจ็บปวดและสูญเสียคนอันเป็นที่รักจะก้องระงม
ประเทศไทยจะไม่มีวันสร่างซาจากเสียงเหล่านี้ !?!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



