
อภิสิทธิ์ส่งสัญญาณพร้อมปะทะกรณีเขาพระวิหาร
"อภิสิทธิ์"ส่งสัญญาณถอนตัวจากภาคีคกก.มรดกโลก สั่ง"กษิต"สแตนบาย จี้สำนึกชาติที่ได้ประโยชน์จากกัมพูชาให้ยึดหลักสันติภาพ เชื่อ 2 ชาติเลี่ยงปะทะขอแค่ไม่ละเมิดอธิปไตย ยันกองทัพพร้อมหากจำเป็นต้องปะทะ
เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 28 ก.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.ที่ศูนย์แถลงข่าวตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาลด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดว่า ตนได้ปรารภถึงการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบราซิลในการพิจารณาข้อเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้โทรศัพท์รายงานให้ทราบว่ากัมพูชาได้นำส่งเอกสารและฝ่ายเลขานุการที่ ประชุมได้นำส่งร่างข้อมติที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก
งง!กัมพูชาแนบแผนที่ในเอกสารพิจารณา
“ซึ่งในรายละเอียดโดยสรุปของร่างข้อมติและเอกสารดังกล่าว ยังมีอยู่หลายจุดที่ทำให้เรายอมรับไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแนบสิ่งที่เรียกว่าแผนผังหรือแผนที่เข้ามาสู่การพิจารณา และในรายงานของกัมพูชาจะยอมรับว่าการจะส่งแผนที่ที่เป็นข้อยุติเกี่ยวกับการบริหารจัดการแผนทั้งหมดไม่สามารถกระทำได้ เพราะต้องรอการจัดทำหลักเขตแดนตามแนวทางที่กำหนดไว้ตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2543 ที่มีคณะกรรมาธิการร่วมชายแดน (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ดำเนินการอยู่” นายกฯ กล่าว
ไม่รับมติคกก.มรดกโลกที่กระทบสิทธิ์ของไทย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า แต่โดยรวมเรายังยืนยันในจุดยืนเดิมและวันนี้ ครม.ได้ย้ำด้วยการมีมติให้นายสุวิทย์ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เดินหน้าคัดค้านการนำเรื่องนี้เข้าสู่วาระการพิจารณา แต่ถ้ามีการนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาเราจะต้องดำเนินการแถลงคัดค้านอย่างชัดแจ้งถึงสิ่งที่ประเทศไทยไม่สามารถยอมรับได้ ในส่วนของการดำเนินการของคณะกรรมการมรดกโลก และถ้าไม่มีการรับฟังเสียงของประเทศไทยแล้วมีความพยายามที่จะลงมติโดยไม่ฟังเสียงทักท้วงของไทยเราก็คงไม่เข้าร่วมในการลงมติดังกล่าว และถ้ายังมีการลงมติไปในลักษณะที่ทำให้มีการดำเนินการสืบเนื่องมาแล้วมากระทบสิทธิ์ของประเทศไทย เราจะไม่ยอมรับและไม่สามารถให้ความร่วมมือได้ และจำเป็นต้องแสดงออกถึงการปกป้องอธิปไตยของเรา ทั้งนี้ตัวมติเองไม่อาจจะมีผลได้ในเรื่องของเส้นเขตแดนและรายงานของกัมพูชา ก็ยอมรับเช่นกัน เพราะมีการอ้างถึง MOU
สั่ง"กษิต"สแตนบายแจ้งถอนตัวจากการเป็นภาคี
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามถ้าจะมีการมาอ้างมติของกรรมการมรดกโลกเพื่อที่จะบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาท แล้วเข้ามาเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยของไทย เราก็ยืนยันว่าต้องได้รับการอนุญาตจากเรา มิฉะนั้นเราไม่สามารถให้ความร่วมมือในการดำเนินการใดๆ ที่จะมากระทบอธิปไตยของเราได้ และการที่เราไม่ร่วมมือจุดนี้แล้วมีปัญหาเราจะพิจารณาทบทวนการเป็นภาคีของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งมติทั้งหมดได้มอบหมายให้นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศดำเนินการแจ้งต่อประธานคณะกรรมการมรดกโลกทราบก่อนการประชุมในการประชุม 29 ก.ค.นี้
แก้เผ็ด!กัมพูชาจะเข้าฝั่งไทยต้องขออนุญาต
เมื่อถามว่านายสุวิทย์รายงานหรือไม่ว่าแผนบริหารจัดการของกัมพูชามีการรุกล้ำพื้นที่ของไทยระยะทางเกือบ 1 กิโลเมตรหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในตัวร่างที่ตนเห็นกัมพูชาจะเน้นทางทิศใต้ขององค์ปราสาทเป็นหลัก แต่เราเชื่อว่าโดยสภาพภูมิประเทศตรงนั้นการจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับตัวปราสาท ก็ต้องเข้ามาอยู่ในฝั่งของเราซึ่งอยู่ในบริเวณสันปันน้ำ ดังนั้นถ้าใครจะมาอ้างการบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวเข้ามาก็ต้องมาขออนุญาตจากไทย แต่ปัญหามีอยู่ว่าตัวแผนผังหรือแผนที่ไม่ค่อยมีความชัดเจนเรื่องขอบเขตในด้านต่างๆ ดังนั้นจุดนี้จึงเป็นสิ่งที่เรารับไม่ได้
เมื่อถามว่าได้มีการรายงานหรือไม่ว่าเหตุใดกัมพูชายังแนบแผนที่ตัวเดิมอีก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาพยายามจะบอกว่าทิศเหนือและทิศตะวันตก จะไม่ถูกกำหนดให้อยู่ในโซนของการบริหารจัดการ อย่างไรก็ตามในร่างข้อมติพยายามที่จะเขียนถึงพื้นที่ส่วนนี้ว่า ขอให้ไทยให้ความร่วมมือกับทางกัมพูชาซึ่งเราเห็นว่าไม่ถูกต้อง
แจงผลกระทบหากถอนตัวเป็นภาคีจริง
เมื่อถามว่าถ้าไทยทบทวนการเป็นภาคีของกรรมการมรดกโลกจะมีผลกระทบอะไรบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เบื้องต้นการทบทวนการเป็นภาคีดังกล่าวเราก็ต้องมาพิจารณาถึงผลกระทบต่างๆที่ จะตามมา ซึ่งถ้าถอนตัวก็ต้องมีขั้นตอนของคณะกรรมการมรดกโลก คือ ต้องมีการแสดงเป็นเจตนารมย์เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งขั้นตอนในส่วนของเราเองก็ ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา และเมื่อแสดงเจตนารมย์ไปแล้วกว่าจะมีผลก็ใช้เวลาถึง 12 เดือน ซึ่งจะมีผลผูกพันในเรื่องของค่าสมาชิกและเรื่องต่างๆ ทั้งนี้ สำหรับผลกระทบถ้ามีการถอนตัวจริงคือ เราก็ไม่สามารถที่จะไปขึ้นทะเบียนสถานที่ต่างๆเพิ่มเป็นมรดกโลกอีกได้ และสถานะของมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนไว้ก่อนหน้านี้ก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆจากคณะกรรมการฯอีก
อัดคกก.เพิ่มความขัดแย้งขัดเจตนารมณ์ยูเนสโก
“สิ่งที่เราแสดงออกในขณะนี้คือเราไม่เห็นด้วยกับวิธีการของคณะกรรมการมรดกโลกที่ไม่เคารพเจตนารมย์ของตัวองค์กรเอง เรามองไม่เห็นว่าการส่งเสริมอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมแต่กลับนำไปสู่ข้อพิพาทและความขัดแย้ง แม้กระทั่งความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรุนแรงมันเป็นไปตามแนวทางของการส่งเสริมให้คนได้ประโยชน์จากสิ่งที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมได้อย่างไร รวมทั้งเราเห็นมาตลอดว่ามีความพยายามที่จะเอื้อต่อการขึ้นทะเบียนหรืออนุมัติแผนทั้งที่ไม่เป็นไปตามกฎกติกาหลักเกณฑ์ตั้งแต่การประชุมเมื่อปี 2551 ทั้งนี้เรื่องการส่งเอกสารก็ไม่เป็นไปตามกฎกติกาที่คณะกรรมการฯกำหนดไว้ แต่เราก็จะพยายามจนถึงที่สุดในการทำให้เห็นถึงเหตุผลและเลื่อนการพิจารณาออกไปในทางอื่น แต่ถ้าเขายังยืนยันที่จะเดินไปในแนวทางนี้ สิ่งที่เราต้องยึดถือก่อนคือหลักอธิปไตยของเรา ส่วนผลกระทบที่ตามมาถ้าเราจำเป็นต้องทบทวนเรื่องการเป็นภาคีนั้นถ้าจำเป็นก็ต้องทำ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
แนะยึดMOUปี43ให้จัดทำเขตแดนก่อน
เมื่อถามว่าการตัดสินของกรรมการมรดกโลกจะส่งผลให้เกิดความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนก็เห็นเช่นนั้นมาโดยตลอดว่าตั้งแต่มีประเด็นนี้ขึ้นมาก็มีความตึงเครียดมากขึ้น เพราะทั้งสองฝ่ายก็ต้องวิตกกังวลต่อผลที่จะเกิดขึ้นหรือผูกพันทางกฎหมาย หรือทางอื่นใดถ้ามีการดำเนินการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรายืนยันมาโดยตลอดคือตราบเท่าที่ทั้งสองประเทศมีข้อตกลงกันในปี 2543 ว่าพื้นที่ตรงนี้ต้องมีการจัดทำหลักเขตแดนร่วมกันและไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงหรือทำอะไรให้เกิดผลกระทบต่อสภาพพื้นที่ตรงนั้น คณะกรรมการมรดกโลกก็ควรจะรอหรือมิฉะนั้นก็ยอมรับไปเลยว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวต้องเป็นการขึ้นทะเบียนร่วมกันของสองประเทศ
เมื่อถามว่ากรรมการมรดกโลกและประเทศสมาชิกมีสิทธิ์ที่จะบีบบังคับไทยได้หรือไม่หากมีมติยอมรับแผนของกัมพูชา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ถ้าเขามาบีบเราก็ต้องทบทวนการเป็นภาคีของกรรมการฯ” เมื่อถามว่าจะมีการแจ้งเรื่องไปยังองค์การสหประชาชาติที่เป็นต้นสังกัดใหญ่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราจะแสดงจุดยืนต่อยูเนสโก้อย่างแน่นอน
จี้สำนึกชาติที่ได้ประโยชน์จากกัมพูชาให้ยึดหลักสันติภาพ
เมื่อถามว่าอยากจะเรียกร้องไปยังประเทศสมาชิกของกรรมกรรมรดกโลกที่มีผลประโยชน์ต่อแผนดังกล่าวของกัมพูชาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขอให้คำนึงถึงเจตนารมย์ของคณะกรรมการมรดกโลกที่เป็นองค์กรที่ต้องส่งเสริมเรื่องสันติภาพและวัฒนธรรม ไม่ใช่องค์กรที่มาสร้างความตึงเครียดหรือความขัดแย้ง และเราควรจะเก็บเกี่ยวบทเรียนตรงนี้ เนื่องจากในอดีตเมื่อใดก็ตามที่มีการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกหรือไปตัดสินในสิ่งที่มีปัญหาความละเอียดอ่อนในเรื่องของอธิปไตย หรือข้อขัดแย้ง สุดท้ายก็จะกลายเป็นการขยายความขัดแย้งมากกว่าที่จะเป็นช่องทางในการแก้ปัญหาและไม่คิดว่าไทยก้าวช้ากว่ากัมพูชาในเรื่องนี้ เพราะเราพยายามเดินสายตลอด
“ยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่มีผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น มีแต่เรื่องการปกป้องอธิปไตย ส่วนมุมมองทางข้อกฎหมายที่แตกต่างกันนั้นผมเข้าใจ แต่ผมยืนยันและคิดว่าจากหลายสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันนี้ ก็เป็นสิ่งยืนยันที่เราคัดค้านตามข้อตกลงใน MOU” นายกรัฐมนตรี กล่าว
เชื่อ2ชาติเลี่ยงปะทะขอแค่ไม่ละเมิดอธิปไตย
เมื่อถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ว่าสุดท้ายจะไม่สามารถหยุดยั้งสงครามระหว่างสองประเทศได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราต้องหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว เชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาเองก็ต้องหลีกเลี่ยง ดีที่สุดคืออย่าไปดำเนินการอะไรที่เป็นการละเมิดอธิปไตย ส่วนการเจรจาจัดทำหลักเขตแดนนั้นเจ้าหน้าที่ก็ต้องเข้าไปดูแลว่าทุกอย่างเป็นไปตามหลักการที่ตกลงกันไว้
ยันกองทัพมีความพร้อมหากมีความจำเป็นจริง
“ส่วนการปฏิบัติฝ่ายปฏิบัติของเราทราบดีอยู่แล้ว ซึ่งเช้าวันเดียวกันนี้ผมได้หารือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม แล้วว่าถ้ามีการเข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่ที่เป็นของเรา เราจะไม่ยอม และจะต้องมีการขออนุญาตเราก่อน ซึ่งในส่วนของกำลังทหารเรามีกำลังอยู่ในพื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่แล้ว และหากจะมีการเพิ่มเติมกำลังก็ต้องมีการเจรจาตามกรอบการเจรจาที่กำลังรอความเห็นชอบจากสภาฯ ซึ่งขณะนี้กองทัพมีความพร้อมในการที่จะรักษาอธิปไตยถ้าจำเป็นต้องทำหน้าที่”นายกฯ กล่าว
เชื่อ"อัษฎา"พยายามเต็มที่แล้ว
เมื่อถามว่าการกระทำของกัมพูชาในเรื่องนี้จะส่งผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยิ่งมีความแตกแยกมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายทราบดีอยู่แล้วว่าฝ่ายกัมพูชาต้องพยายามที่จะผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และเราก็ไม่เห็นด้วย ซึ่งก็ยังเป็นประเด็นเดิมอยู่ เมื่อถามว่าการที่รัฐบาลส่งนายอัษฎา ชัยนาม อดีตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติไปล็อบบี้ประเทศสมาชิกในคณะกรรมการมรดกโลกได้ผลบ้างหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราก็พยายามอย่างเต็มที่ แต่เมื่อปี 2551 เมื่อเขายึดก้าวแรกได้ก็ทำให้งานของเรายากขึ้นมาก
เมื่อถามว่าการที่คณะผู้แทนของกัมพูชาตัดหน้าผู้แทนไทยในการเข้าพบกับคณะกรรมการมรดกโลกที่สำนักงานใหญ่ในประเทศฝรั่งเศสถือว่ามีผลต่อเรื่องนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะช้าหรือเร็วคงไม่มีผลเท่าไหร่ แต่ต้องยอมรับว่าเมื่อเขาเป็นฝ่ายที่ต้องทำรายงานเสนอเข้ามาผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ประธานลงมาก็ต้องไปฟังก่อนว่าอีกฝ่ายจะเสนออะไรแล้วจึงมาฟังฝ่ายเรา



