
ชุมชนบางหัก ปลูกฝังการออม.... จนก้าวสู้ธนาคารกองทุนชุมชน
ปัจจุบันวิถีของคนในชุมชนเมืองส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปกับการหาเลี้ยงชีพ จนมองข้ามการเก็บหอมรอบริบเพื่อสำรองเงินยามฉุกเฉิน ทำให้พฤติกรรมการใช้เงินมีปัญหา หลายคนต้องหาแหล่งเงินเพื่อหยิบยืมมาใช้จ่ายล่วงหน้าเพื่อรองรับความต้องการด้านวัตถุ จึงไม่แปลกที่วันนี้ธุรกิจ
ด้วยเหตุนี้ “สุปรียา สุขวิไล” ในฐานะประธานชุมชนบางหัก เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา จึงเล็งเห็นความสำคัญในการเก็บออมเงินของคนในชุมชนที่มีอยู่ประมาณ 5,000 คน หรือราว 1,000 ครัวเรือน ให้รู้จักเก็บเงินส่วนหนึ่งที่หามาได้ไว้ใช้จ่ายในยามจำเป็น ควบคู่กับการรณรงค์ให้รู้จักประหยัด เพื่อหวังให้ทุกชีวิตไม่ให้ตกอยู่ในภาวะอัตคัดเงินทองหรือตกเป็นเหยื่อเงินกู้นอกระบบ
โดยเริ่มจากการจัดตั้งกองทุนชุมชนเมื่อเดือนสิงหาคม 2545 ในรูปแบบของเงินสัจจะออมทรัพย์ กระทั่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการพัฒนาศักยภาพชุมชน (เอสเอ็มแอล) ในปี 2547 ส่งผลให้การดำเนินการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนมีชาวบ้านแสดงความมั่นใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกกว่าร้อย 70-80 ประกอบกับได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจากชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการ ทำให้กระบวนการจัดการต่างๆ ประสบความสำเร็จ จนทำให้ “กองทุนชุมชนเมืองบางหัก”ได้รับการยกฐานะให้เป็น “ธนาคารประชาชน” หรือสถาบันการเงินเชิงพาณิชย์ของชุมชนเมืองเป็นแห่งแรกของประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน 2549
"เราได้รับการสนับสนุนโปรแกรมรับฝาก ถอนเงิน จากธนาคารออมสิน โดยให้ชื่อว่า ธนาคารกองทุนชุมชนเมืองบางหัก โดยเปิดทำการวันจันทร์-พุธ-ศุกร์ เวลา 10.00-14.30 น. ให้บริการทั้งประเภทบัญชีออมทรัพย์ และฝากประจำ ซึ่งปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนมากกว่า 10 ล้านบาท และที่สำคัญยังมีบริการเงินกู้ฉุกเฉินเฉพาะสมาชิกชุมชน ในวงเงิน 1 หมื่นบาท โดยสามารถมาเขียนคำร้อง และรับเงินทันทีโดยไม่ต้องมีคนค้ำประกัน ภายใต้เงื่อนไขต้องผ่อนชำระภายใน 5 เดือน" สุปรียา กล่าว
ประธานชุมชนบางหัก ในฐานะผู้จัดการธนาคารกองทุนชุมชนเมืองบางหัก กล่าวต่อว่า การให้สมาชิกกู้ยืมเน้นการนำไปพัฒนาอาชีพ ขยายกิจการ หรือริเริ่มงานใหม่ โดยส่วนใหญ่จะนำไปประกอบอาชีพการเกษตร และค้าขาย รวมถึงอุตสาหกรรมในครัวเรือน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาหลายคนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการเป็นเจ้าของกิจการร้านค้าเล็กๆ ในชุมชน
“จุดแข็งของเราคือ การเลือกคณะกรรมการบริหาร 11 คน ซึ่งล้วนแล้วเป็นผู้ที่มีความพร้อมทางฐานะและมีจิตอาสา ยินดีทำเพื่อส่วนรวม โดยไม่หวังผลตอบแทน โดยทุกคนที่มาทำหน้าที่ล้วนไม่ได้รับค่าตอบแทน แต่พร้อมช่วยเหลือชุมชนในฐานคนในชุมชน ทำให้การบริหารจัดการธนาคารกองทุนชุมชนเมืองบางหักสามารถเป็นไปอย่างโปร่งใส”
สุปรียา กล่าวว่า ยังได้จัดตั้ง “กองทุนข้าวสาร” เพื่อบริการประชาชนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง สามารถซื้อข้าวสารดีมีคุณภาพและยังมีราคาถูก และที่สำคัญสมาชิกในกองทุนข้าวสารยังได้รับเงินปันผลทุกสิ้นปีอีกด้วย ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์เสริมในการดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาชุมชมให้มีความมั่นคงเข้มแข็ง
มานิตย์ ทองทวี อายุ 58 ปี หนึ่งในผู้เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกองทุนชุมชนเมืองบางหัก อีกทั้งยังเป็นสมาชิกกองทุนข้าวสาร กล่าวต่อว่า การมีสถาบันการเงิน ซึ่งดำเนินการในรูปแบบธนาคารพาณิชย์ ทำให้ชาวบ้านรู้สึกมีส่วนร่วมในการร่วมเป็นเจ้าของอย่างภาคภูมิใจ และยังสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการออมทรัพย์ ขณะเดียวกันกองทุนข้าวสารคือ อีกหนทางหนึ่งในการช่วยให้คนในพื้นที่ได้บริโภคของดีราคาถูก ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และสามารถนำเงินไปฝากหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้
ด้าน “บุศรินทร์ จันทะคะโร” อายุ 53 ปี กล่าวว่า สมาชิกกองทุนข้าวสาร นอกจากจะได้ข้าวสารราคาถูกกว่าท้องตลาด 5-10 บาทแล้ว ยังจะได้รับเครดิต หรือสินเชื่อในการซื้อข้าวสาร รวมถึงเงินปันผลในสิ้นปีอีกด้วย ซึ่งถือเป็นประโยชน์ที่ชุมชนคืนให้แก่ชาวบ้าน ขณะเดียวกันการมีธนาคารกองทุนชุมชนเมืองบางหักตั้งอยู่ในพื้นที่ทำให้ชาวบ้านตื่นตัวเกี่ยวกับการออมเงินอย่างน้อยสัปดาห์หนึ่งต้องนำเงินเก็บไปฝากธนาคารให้ได้สักครั้ง จะมากหรือน้อยไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่รู้สึกดีใจที่อย่างน้อยเราก็มีเงินเก็บเหมือนคนอื่นๆ
การปลูกฝังและปลุกจิตสำนึกให้ชาวบ้านเกิดความตื่นตัวในเรื่องการออมทรัพย์ของชุมชนบางหัก ไม่เพียงแค่สร้างค่านิยมที่ดีให้แก่ประชาชน ยังเสริมรากฐานเศรษฐกิจของชุมชนให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นอีกด้วย
"สุพิชฌาย์ รัตนะ"



