
สังคมละคร
ความลับ แม้จะมีคนรู้เพียงคนเดียว ก็จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป แต่ของลับ ต่อให้มีคนรู้เห็นนับหมื่นนับแสนคน มันก็ยังคงเป็นของลับต่อไป ชะรอย สุรเชษฐ์ ชัยโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย คงจะเห็นด้วยกับคำกล่าวดังกล่าว จึงทั้งเอ่ยปากตะโกนและชูนิ้วแสดงสัญลักษณ์ของลับกลางสภาวันก่อน
เสียดายที่ สุรเชษฐ์ ชัยโกศล คงจะลืมไปว่า ตัวเองมีหน้าที่เป็นท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ไม่ได้เป็น ไอ้เชษฐ์ ที่ขี่ควายออกไปเลี้ยงกลางทุ่งหมาหลง และสภาฯ ก็ไม่ใช่ซ่องที่ใครบางคนอาจจะคุ้นเคยมาก่อนยามวัยเยาว์ สิ่งที่แสดงออกจึงเข้าข่าย “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” เข้าอย่างจัง
เถียงกันมานานว่าละครหลังข่าวของไทยนั้น เข้าข่ายน้ำเน่าจริงหรือไม่ ฝ่ายที่เห็นด้วยก็บอกว่าพล็อตเรื่องมีแต่ชิงรักหักสวาท เมียน้อยไล่ล่าพิฆาตเมียหลวง เจ้าคุณปู่ลาจากโลกไปโดยยังไม่รู้ว่า หลานรักถูกคนเลี้ยงแอบสลับตัวกับลูกคนขับรถ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้มาตั้งแต่ประเทศไทยยังมีสถานีโทรทัศน์ออกอากาศในระบบ 525 เส้นขาวดำอยู่เพียงแค่สองช่อง จนถึงปัจจุบันนี้มีสถานีโทรทัศน์ในประเทศไทยนับไม่ถ้วน ละครหลังข่าวก็ยังวนเวียนอยู่กับดาวพระศุกร์, ผู้กองยอดรัก ฯลฯ ไม่เปลี่ยนแปลง
ฝ่ายที่เห็นค้านก็กล่าวอ้างว่าละครทั้งหลาย ต่างสร้างมาเพื่อสนองตอบความต้องการด้านบันเทิงให้แก่ผู้คนในสังคม บ้างก็ว่าละครสะท้อนชีวิตจริงที่เกิดรอบตัวคนดู ผู้คนที่นั่งเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์จึงจินตนาการตามไป และเกิดอารมณ์ร่วมกับเนื้อหาได้ง่าย ผู้สร้างละครก็เลยต้องจัดหาเรื่องราวที่ผู้บริโภคหรือผู้คนชื่นชอบมาจัดสร้าง
ต่างไปจากละครหรือภาพยนตร์จากประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย ซึ่งแม้ว่าจะยังคงมีละครชาวบ้านเสนอเรื่องราวชีวิตผัวๆ เมียๆ อยู่บ้าง แต่เป็นสัดส่วนที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับรายการบันเทิงประเภทหนังและละครทั้งหลาย เรายังคงมีโอกาสได้ดูการ์ตูน ละคร หรือภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ย้อนยุค เช่น หนังคาวบอย หรือยังได้ดูภาพยนตร์ที่มีพล็อตเรื่องมาจากเรื่องจริงในอดีต มากกว่าที่เราจะหาโอกาสอย่างเดียวกันได้จากจอโทรทัศน์ไทย
แต่หลังจากที่ได้ดูการถ่ายทอดสดการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีร่วมคณะเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมชักจะเชื่อเสียแล้วว่าละครน้ำเน่าหลังข่าวของไทย เป็นละครที่สร้างสะท้อนชีวิตจริงของผู้คนในสังคมที่พบเห็นได้ใกล้ตัวทุกวี่วัน เพราะแต่ละฉากแต่ละซีนที่ปรากฏขึ้นมา มันเน่ายิ่งกว่าน้ำที่ขังตามสลัมเสียอีก เน่าระดับที่ยุงไม่กล้าไปวางไข่กันเลยก็ว่าได้
ขนาดคนทำหน้าที่ประธานสภาฯ ท่านยังวินิจฉัยว่า “ฉิบหาย” ไม่ใช่คำหยาบคายแต่อย่างใด แล้วอย่างนี้จะให้สังคมไทยพัฒนาไปได้อย่างไร ก็บรรดาไอ้สากกะเบือหัวหงอกหัวดำที่นั่งกันอยู่ในสภา มันยังไม่รู้ว่าอะไรสุภาพอะไรหยาบคาย แถมยังมีบ้างที่ออกมาบอกว่า มันต้องพูดกันแรงๆ เรียกเรตติ้งกันบ้าง
แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะไปเอานิยายอะไร กับละครน้ำเน่าหลังข่าวกันอีกเล่า ก็เขาสร้างสะท้อนชีวิตจริงของท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายกันทั้งนั้น หรือเราจะเรียกวิธีการเรียกคนดูสร้างเรตติ้งด้วยวิธีหยาบช้าอย่างนี้กันว่า เป็น “การตลาดแบบน้ำเน่า” ก็น่าจะได้มังครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



