
เอสซีจีลุยลงทุนในบ้านรับพนง.เพิ่ม
เอสซีจียันไม่ชะลอลงทุนในประเทศ 3.5 หมื่นล้านบาท เตรียมเปิดรับพนักงานเพิ่ม 200-300 ตำแหน่งสวนกระแสวิกฤติเศรษฐกิจ ยอมพับแผนโครงการปิโตรเคมีในเวียดนามมูลค่าแสนล้านไว้ก่อน
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (เอสซีจี) เปิดเผยว่า บริษัทตัดสินใจชะลอลงทุนโครงการปิโตรเคมีครบวงจรในประเทศเวียดนาม ซึ่งใช้เงินลงทุนสูงถึง 1-1.2 แสนล้านบาท ออกไปอย่างน้อย 2 ปี เนื่องจากโครงการดังกล่าวต้องใช้เงินกู้ในลักษณะโปรเจกท์ ไฟแนนซ์ แต่จากวิกฤติเศรษฐกิจในขณะนี้ การกู้เงินในลักษณะดังกล่าวทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม แม้ในปีนี้จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แต่บริษัทยังยืนยันลงทุนเต็มที่ โดยไม่ชะลอการลงทุนในประเทศ ที่ตั้งงบลงทุนไว้ 3.5 หมื่นล้านบาท และอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาทในปี 2553
นอกจากนี้ บริษัทจะเปิดรับพนักงานระดับปริญญาตรีอีก 200-300 อัตรา เพราะไม่สามารถคาดการณ์ตลาดปิโตรเคมีได้ แต่ช่วงต้นปีพบว่า ตลาดโลกเริ่มๆ ดีขึ้น เนื่องจากมีการเก็บสต็อกใหม่อีกครั้ง หลังช่วงไตรมาส 4 ของปี 2551 ซัพพลายเออร์ได้ลดสต็อก หลังราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ยอดขายลดลงอย่างรุนแรง แต่ขณะนี้กลับฟื้นขึ้นมาแล้ว แต่ยังต้องจับตาสถานการณ์ในไตรมาส 2 และ 3 ต่อ
นายกานต์กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองจังหวัดระยองมีคำสั่งให้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ ว่าประกาศดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการปิโตรเคมีต่างๆ ของเครือเอสซีจี ทั้งที่ดำเนินการอยู่แล้วและกำลังก่อสร้าง เพราะเนื่องจากนโยบายของบริษัทให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมมาตลอด ขณะเดียวกันที่ผ่านมา มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของเครือฯ ก็สูงกว่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลกถึง 30% อย่างไรก็ตาม บริษัทจะรอดูหลักเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมใหม่ที่จะออกใหม่ แต่เชื่อว่าคงไม่มีปัญหาและบริษัทพร้อมสนองมาตรการทุกประการ
นายกานต์กล่าวอีกว่า เอสซีจีถือเป็นบริษัทไทยรายแรกที่ออกฉลากรับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ชื่อ “SCG eco Value“ โดยสินค้าและบริการที่จะออกฉลากดังกล่าวได้ต้องผลิตจากกระบวนการพิเศษ ต่างจากกระบวนการปกติ ซึ่งส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมน้อยสุด และดีกว่าสินค้าทั่วไป โดยอ้างอิงตามมาตรฐาน ไอเอสโอ 14021 และต้องผ่านการรับรองจากคณะกรรมการของเอสซีจี ซึ่งฉลาก “SCG eco Value“ แบ่งป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 2.ผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด 3.ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาเวียนใช้ได้ใหม่ได้



