ข่าว

บึ้มหน้าห้างราชดำริสัญญาณยกระดับรุนแรง

บึ้มหน้าห้างราชดำริสัญญาณยกระดับรุนแรง

28 ก.ค. 2553

ยังคงต้อง “แกะรอย” ไล่ล่ากันต่อไป สำหรับปฏิบัติการท้าทายอำนาจ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ของขบวนการใต้ดินที่อาศัยจังหวะ “ช่องโหว่” ของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ก่อเหตุด้วยการนำลูกระเบิด เอ็ม 67 มาดัดแปลงเชื่อมต่อกับนาฬิกาปลุก

 2 วันกับปฏิบัติการไล่ล่าดูเหมือนว่ายังมืดมน เพราะหลักฐานที่พอจะหาได้ในที่เกิดเหตุเพียงชนิดเดียวที่จะสามารถคลำไปหาขบวนการใต้ดินได้คือ “กล้องวงจรปิด” ที่บริเวณโดยรอบกว่า 60 ตัวเท่านั้น

 แต่จากการตรวจสอบยังไม่สามารถ “ฟันธง” ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าคนร้ายรายนี้เป็นใคร หรือมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มใดบ้าง

 ทำให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ต้องออกโรงเร่งทำความจริงให้ปรากฏ เพราะไม่อย่างนั้นจะเข้าทางของกลุ่มที่วิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความประสงค์ของ “รัฐบาล-ศอฉ.” ที่ต้องการขยายเวลาการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไป เพื่อหวังผลทางการเมืองในยามนี้

 แต่ก็ต้องยอมรับว่า ประเด็นหนึ่งที่มิอาจปฏิเสธได้ คือ ประเด็นทางการเมือง ที่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล “เล่นไม่เลิก” เพราะต้องการดิสเครดิต และยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับชัยชนะ เป็น ส.ส.กทม.คนใหม่

 แต่นั่นเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ผู้อยู่เบื้องหลัง” หรือ “ผู้บงการ” ต้องการที่จะยกระดับให้พื้นที่ กทม.มีความรุนแรงมากขึ้น คล้ายกับปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ว่าสถานการณ์จะมีความแตกต่างกันก็ตาม

 การที่คนร้ายนำระเบิด เอ็ม 67 ชนิดขว้าง มาดัดแปลงด้วยวิธีพิเศษเชื่อมต่อกับนาฬิกาปลุกนั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ลักษณะดังกล่าวคล้ายกับปฏิบัติการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

 แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงเชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเชื่อมโยงกัน เพียงแต่การกระทำของคนร้ายน่าจะลอกเลียนแบบมาเท่านั้น เพราะยิ่งสร้างสถานการณ์ปั่นป่วนเท่าไหร่จะยิ่งทำให้เกิดผลลบต่อ “รัฐบาล-ศอฉ.” มากเท่านั้น

 หน่วยงานด้านความมั่นคง ยังบอกด้วยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดก่อนวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพียง 1 วัน ซึ่งมองได้ว่านี่คือสัญญาณบ่งชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมที่จะต่อสู้อีกครั้ง

 “รัฐบาล และ ศอฉ. คงไม่สร้างสถานการณ์ให้เกิดความปั่นป่วน เพื่อต้องการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เอาไว้ เพราะการที่ รัฐบาล และ ศอฉ. คง พ.ร.ก.ในพื้นที่ กทม. เอาไว้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มคนเสื้อแดงรวมตัวกันเคลื่อนไหวในพื้นที่เท่านั้น เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาถือเป็นบทเรียนสำคัญที่รัฐบาล และ ศอฉ. ต้องระมัดระวังเป็นที่สุด”

 หน่วยงานด้านความมั่นคง วิเคราะห์ด้วยว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงจะต้องเกาะติดสถานการณ์แบบนี้ต่อไป เพราะ “รัฐบาล-ศอฉ.” ไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ในอนาคตจะเกิดอะไรรุนแรงมากกว่านี้หรือไม่ ดังนั้นในช่วงระยะเวลา 2-3 เดือนข้างหน้านี้จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

 “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น่าจะมีความเชื่อมโยงกับการโยกย้ายข้าราชการทหาร-ตำรวจ ประจำปี 2553 เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้มีผลอะไรกับตรงนี้ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี 2553 เพราะในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเรื่องในลักษณะดังกล่าว”

 นายภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวว่า โดยส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเป็นฝีมือของรัฐบาลเพื่อต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่รัฐบาลจะทำอะไรรุนแรงถึงขนาดทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งจะส่งผลเสียต่อรัฐบาลเอง อีกทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็มีอายุของมันอยู่แล้ว และไม่สามารถบังคับใช้ได้ตลอดไป ซึ่งมองว่า ในอนาคตน่าจะคงไว้เพียง 4-5 จังหวัด เช่น กทม. ขอนแก่น อุบลราชธานี อุดรธานี เชียงใหม่

 ส่วนกลุ่มที่ลงมือ เชื่อว่า น่าจะเป็นกลุ่มเก่าๆ ที่เคยก่อเหตุในลักษณะนี้มาก่อน เช่น การใช้อาร์พีจียิงเข้าใส่คลังน้ำมัน หรือใช้ระเบิดเอ็ม 79 ยิงเข้าใส่สถานที่ต่างๆ ใน กทม.ในช่วงที่มีการชุมนุม

 "จากการสอบถามเพื่อนที่อยู่ในวงการประเมินว่า กองกำลังติดอาวุธน่าจะมีประมาณ 200-300 คน ซึ่งมีทั้งทหาร ตำรวจ ทหารพราน และพลเรือน ซึ่งคงไม่สามารถสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลหรือสู้กับกองทัพได้ แต่เชื่อว่า น่าจะเป็นการก่อเหตุเพื่อสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อหวังผลในเชิงจิตวิทยา และผลทางการเมืองมากกว่า" อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าว

 สำหรับเหตุผลที่เขาเชื่อว่า น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มเก่าๆ นั้นเขาบอกว่า เนื่องจากห้วงเวลา และสถานที่มีความสอดคล้องกัน เช่น

 1.เวลาเกิดเหตุใกล้เคียงกับช่วงประกาศผลการเลือกตั้งซ่อม กทม.เขต 6 ที่ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ มีคะแนนนำ นายก่อแก้ว พิกุลทอง อีกทั้งจุดเกิดเหตุยังเป็นที่ดินของครอบครัวภรรยานายพนิช อีกด้วย

 2.จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณใกล้เคียงแยกราชประสงค์ ซึ่งอาจเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ทั้งยังเป็นจุดที่สร้างผลกระทบในเชิงจิตวิทยา และในทางการเมืองได้อย่างรุนแรงด้วย

 3.วันที่เกิดเหตุ (25 ก.ค.) นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 ยังเกิดขึ้นก่อนวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียง 1 วัน
 จากสัญญาณหลายๆ อย่างที่สอดคล้องกันเช่นนี้ เขาจึงให้น้ำหนักกับประเด็นนี้เป็นพิเศษ

 ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่จะต้องจับตามองนับจากนี้ไปคือ “ขบวนใต้ดิน” หรือ “กลุ่มก่อการร้าย” ที่ขณะนี้ยังซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดที่ “รัฐบาล- ศอฉ.” มิอาจที่จะมองเห็น ว่าจะลงมืออีกครั้งเมื่อใด

ทีมข่าวความมั่นคง