ข่าว

เล่าสู่กันฟัง-ทุนนิยมไม่จำเป็นต้องสามานย์

เล่าสู่กันฟัง-ทุนนิยมไม่จำเป็นต้องสามานย์

28 ก.ค. 2553

มันหวนกลับมาอีกแล้วครับกับคำว่า "ทุนนิยมสามานย์" คำซึ่งเคยนิยมเป็นที่แพร่หลายในอดีตกาลยุคหลัง 14 ตุลาคม หลังการโค่นล้มของรัฐทหาร สู่ยุคนักศึกษาเบ่งบาน ตามด้วยแนวคิดขวาจัดรุนแรง จนเหล่าปัญญาชน รวมทั้งผองเพื่อนผมหลายต่อหลายคนต้องพากันหลบลี้หนีเข้าป่าหลัง 6

คำว่าสามานย์นั้น มีความหมายค่อนข้างรุนแรง ตามพจนานุกรมแปลว่า เลว ทราม ต่ำ ช้า สรุปว่าไม่มีอะไรดีสักอย่าง ส่วนทุน มีความหมายว่า ทรัพย์เดิม หรือเงินเดิมที่มี หรือทรัพย์ที่จ่ายไปเพื่อหากำไร ส่วนทุนนิยม มีความหมายว่า ระบบเศรษฐกิจที่ยอมให้บุคคลมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและทรัพย์สินอื่นๆ ได้ เช่น มีบ้าน มีรถเป็นของตนเองได้ถ้าเราสามารถทำมาหากินแล้วเก็บออมมาได้ เหมือนเช่นที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน

 ตรงข้ามกับสังคมนิยม อันหมายถึง การที่เงิน หรือทรัพย์สิน หรือรายได้ทางเศรษฐกิจทั้งหลายแหล่เป็นของสังคม ประชาชนทั้งประเทศเป็นเจ้าของร่วมกัน คือเราไม่สามารถมีบ้านเป็นของเราเองได้ รัฐเป็นคนจัดการแล้วแบ่งปันให้เราอาศัยอยู่ ตามหลักการก็คือรัฐจะเป็นผู้จัดหาสวัสดิการที่ดี ที่เท่าเทียมกันมาให้ ส่วนจะทำได้มากน้อยแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง เป็นต้น

 ทั้งสองระบบนี้ต่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่คงจะไม่พูดถึง เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นการจุดประเด็นความคิดทางการเมืองไป ซึ่งคงไม่น่าเหมาะนักในยามที่ประเทศกำลังเรียกร้องต้องการให้เกิดความปรองดองขึ้นภายในชาติ

 แต่อยากจะบอกว่าทั้งสองระบบนี้ไม่มีระบบไหนที่เลวสุดขั้ว ชั่วสุดขีด สังคมนิยมก็ไม่จำเป็นต้องชั่วช้าหรือวิเศษเหนือระบบอื่น และทุนนิยมก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องสามานย์เสมอไป ความดีหรือไม่ดีนั้นไม่ได้อยู่ที่ระบบ หากแต่อยู่ที่การปฏิบัติและผู้ปฏิบัติเป็นสำคัญ เราจึงควรตัดสินความดีเลวจากการกระทำของแต่ละคน เขียนมานี้ไม่ใช่จะเชียร์ข้างทุนนิยม เพียงแต่จะบอกว่าทุนนิยมที่ดีนั้นก็มีถมไป การมองโลกในแง่ร้ายเพียงด้านเดียว

 นอกจากไม่สร้างสรรค์แล้ว ยังเป็นการทำร้ายตัวเองให้ตกอยู่ในภาวะตึงเครียดอยู่ตลอดเวลาอันจะนำมาซึ่งโรคมะเร็ง แถมยังบั่นทอนกำลังใจของผู้ที่ไม่ได้ทำความผิด ไม่ได้ใช้ความเป็นทุนไปเอารัดเอาเปรียบใคร หรือเจ้าของทุนที่ดีๆ อีกไม่น้อยที่เขาทำธุรกิจไปพร้อมๆ กับจิตสำนึกของความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กันตลอดเวลา ซึ่งก็น่าจะมีอยู่มากกว่าทุนสามานย์ เพราะไม่อย่างนั้นโลกเรามันคงไม่อยู่มาได้ถึงปัจจุบัน

 เหตการณ์ทางสังคมที่กำลังนิยมอยู่ในบ้านเรา ซึ่งมักจะใช้คำคำนี้ไปเกี่ยวโยงด้วยเห็นจะเป็นเรื่องของการคัดค้านต่อต้านประท้วงสิ่งใหม่ๆ ที่กำลังทยอยกันเข้ามา ส่วนหนึ่งที่ลึกๆ ก็คือการไม่ชอบหรือการกลัวการเปลี่ยนแปลง อาจเพราะยังไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย ธรรมชาติของมนุษย์นั้น อะไรที่ไม่เหมือนเดิมเรามักจะปฏิเสธเสียแต่แรก อย่างน้อยก็ให้ความรู้สึกที่ปลอดภัยกว่า ทั้งที่บางครั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าสิ่งใหม่เหล่านั้นมันคืออะไร มันดี มันมีประโยชน์อย่างไร

 ดังนั้นบางครั้งการรีบปฏิเสธที่จะรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตก็ทำให้เราต้องพลาดโอกาสดีๆ ไปอย่างน่าเสียดาย และจะน่าเศร้ามากยิ่งขึ้นถ้าข้อมูลที่ได้มานั้นมีการบิดเบือน ไม่เป็นกลาง หรือโดยมีเจตนาหรือผลประโยชน์ทับซ้อนแฝงเร้น

 นี่ก็เพิ่งผ่านพ้นวันอาสาฬหบูชา วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาหรือวันแรกที่ทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนา หนึ่งในหลักธรรมสำคัญยิ่งที่ทรงเทศนาในวันนั้นคือ มัชฌิมาปฏิปทา แนวทางพ้นทุกข์ใหม่ของโลก คือทางสายกลาง หรือการไม่ปฏิบัติแบบสุดขั้วด้านใดด้านหนึ่ง มองโลกตามความเป็นจริง ซึ่งหลักธรรมนี้น่าจะสามารถมาปรับใช้กับคำว่าทุนนิยมและสังคมนิยมได้ดี ว่าสังคมนิยมไม่จำเป็นต้องไม่ดีเสมอไปในทุกๆ ด้าน และทุนนิยมก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องสามานย์เสมอไป

บัญญัติ คำนูณวัฒน์