ข่าว

DSIแยก3กลุ่มสั่งฟ้อง26ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย

DSIแยก3กลุ่มสั่งฟ้อง26ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย

27 ก.ค. 2553

ดีเอสไอแยกพยาน 3 กลุ่มสั่งฟ้อง 26 ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย เผยหลักฐานมัด ล่าสุดฮาร์ดคอร์กลับใจเข้าเป็นพยานเผยข้อมูลการฝึกยุทธวิธีให้กองกำลังการ์ดชุดดำ

 เมื่อวันที่ 27 ก.ค. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 30 ก.ค.นี้ พนักงานสอบสวนคดีก่อการร้ายจะสรุปสำนวน มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย เพื่อส่งสำนวนคดีพร้อมพยานหลักฐานทั้งหมดให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษพิจารณาส่งฟ้องผู้ต้องหาให้เป็นจำเลยต่อศาลอาญา อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการสั่งฟ้องของดีเอสไอเป็นไปตามพยานหลักฐาน แม้ผู้ต้องหาจะไม่ยอมให้การ หรือให้การที่ไม่สามารถรับฟังได้ แต่ในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของดีเอสไอ พบว่าสำนวนคดีมีความหนักแน่นเพียงพอในการส่งฟ้องได้แล้ว

 รายงานข่าวจากชุดสอบสวนเปิดเผยว่า ดีเอสไอได้รวบรวมพยานบุคคลในคดีก่อการร้ายได้จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะการสอบสวนในระยะหลังที่ได้พยานปากสำคัญเพิ่มเติมเข้ามาเป็นจำนวนมาก แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก คือ เจ้าหน้าที่ทหารที่ทางการส่งเข้าเป็นสายลับแฝงตัวเข้าค้นหาหลักฐานและชี้เป้าผู้ต้องหา กลุ่มที่ 2 คือ ประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงในจุดต่างๆ และกลุ่มที่ 3 เป็นพยานปากใหม่ซึ่งอยู่ในกลุ่มฮาร์ดคอร์กลับใจเข้าให้การเป็นพยานในคดีก่อการร้าย โดยพยานกลุ่มนี้มีทั้งชาวบ้านและอดีตเจ้าหน้าที่ทหารที่มีส่วนในการร่วมฝึกยุทธวิธีให้กับกองกำลังการ์ดชุดดำ ซึ่งพยานจำนวนหนึ่งยอมรับว่า ขณะร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงพวกเขาเป็นกลุ่มแนวหน้าที่นำกำลังเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่

 สำหรับผู้ต้องหาจำนวน 26 คน ที่อยู่ในข่ายการพิจารณาสั่งฟ้องคดีก่อการร้าย ประกอบด้วย แกนนำนปช.ที่เป็นส.ส.พรรคเพื่อไทย อาทิ นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. และนายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี ตลอดจนผู้ต้องหาที่เพิ่งถูกจับได้คือนายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ และส.ต.รชต หรือกบ วงค์ยอด คนสนิทพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกด้วย

 ด้านนายคารม พลทะกลาง ทนายความนปช. กล่าวว่า ในวันที่ 28ก.ค. เวลา 09.30 น. ตนจะเข้าไปพบกับแกนนำนปช.ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อหารือเรื่องการขอประกันตัว เนื่องจากทราบว่าในวันที่ 30 ก.ค.ดีเอสไอจะส่งสำนวนคดีก่อการร้ายต่ออัยการ ซึ่งตนในฐานะทนายความแกนนำนปช.มองว่าดีเอสไอไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องหาเท่าที่ควรและเป็นการเร่งรัดการฟ้องทั้งที่ยังไม่สอบสวนพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน รอบด้าน โดยเฉพาะการฝากขังก่อนหน้านี้ดีเอสไอระบุว่ายังจำเป็นต้องสอบปากคำพยานอีกหลายสิบปาก แต่ขณะนี้กลับพยายามเร่งฟ้องคดีภายในสิ้นเดือนก.ค. ประกอบกับก่อนหน้านี้ตนได้มีหนังสือขอไม่นำสืบพยานในชั้นพนักงานสอบสวน แต่อธิบดีดีเอสไอระบุว่าจะทำหนังสือสอบถามความชัดเจนกับผู้ต้องหาและตนในฐานะทนายอีกครั้ง แต่ปรากฏว่ายังไม่มีใครได้รับหนังสือดังกล่าว ดังนั้น เชื่อว่าพยานหลักฐานของดีเอสไอน่าจะยังไม่เพียงพอในการสั่งฟ้องคดี