ข่าว

ตำรวจไทยกับการปฏิรูปประเทศตอนรื้อให้หลุดจากการครอบงำทางการเมือง

ตำรวจไทยกับการปฏิรูปประเทศตอนรื้อให้หลุดจากการครอบงำทางการเมือง

28 ก.ค. 2553

กระแสปฏิรูปตำรวจเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการประกาศเจตนารมณ์ในการปฏิรูปประเทศ อันมีรากเหง้าที่มาจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ความเสื่อมของภาคการเมืองสะท้อนได้จากการที่ประชาชนระบุว่าสาเหตุหนึ่งของการไม่ไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งมาจากความเบื่อหน่ายทางการเมือง

 ผู้แทนราษฎรบางท่านได้เข้ามาทำหน้าที่เพียงเพราะเหตุผลว่าเบื่อคนเดิมอยากลองเปลี่ยนคนใหม่ดูบ้าง ไม่มีใครพิสูจน์ตรวจสอบว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะทำหน้าที่แทนตัวเราในสภามีอุดมการณ์ทางการเมืองแค่ไหน อย่างไร เมื่อผู้นำขาดซึ่งอุดมการณ์หลักแล้ว ยากที่จะทำให้การปกครองบังคับบัญชาถูกกำกับด้วยวิสัยทัศน์ที่ดี แก่นของเนื้อหาสาระทางการเมืองคือการใช้อำนาจ

 หากผู้มีและใช้อำนาจขาดซึ่งอุดมการณ์คิดแต่เพียงผลประโยชน์ที่จะเกิดเฉพาะฝ่ายตน เฉพาะพวกตนเป็นใหญ่ย่อมนำมาซึ่งความไม่สงบสุข ย่อมนำมาซึ่งความแตกแยก การต่อต้านแบ่งกลุ่ม ดังนั้นปรากฏการณ์เช่นนี้จึงไม่ใช่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ที่บกพร่องของการใช้อำนาจในการปราบปราม จับกุมแต่ผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องกลับไปทำความเข้าใจต้นตอ รากเหง้าของปัญหาจึงจะสามารถสร้างความปรองดอง ความสงบและความผาสุกให้เกิดขึ้นในสังคมได้

 “การไม่เคารพกฎหมายและหลักนิติธรรม” เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในขณะนี้ แต่มิใช่เป็นปัญหาเดียว และการปฏิรูปตำรวจก็มิอาจทำได้เพียงลำพังโดยปราศจากการปฏิรูปสถาบันอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งดิฉันเห็นว่าปัญหาทางการเมืองและปัญหาทางการศึกษาคือปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในขณะนี้ที่มีความสำคัญและควรมีการเร่งรัดให้ปฏิรูปไม่น้อยกว่าองค์กรตำรวจเช่นเดียวกัน ”บทบาทหน้าที่ของตำรวจมีผลกระทบอย่างสูงต่ออำนาจทางการเมืองทำให้ฝ่ายการเมืองพยายามที่จะเข้ามาครอบงำวัฒนธรรมการทำงานของเรา และมิใช่เฉพาะแต่องค์กรตำรวจเท่านั้นหากแต่เป็นทุกองค์กร

 ดังนั้นประชาชนจำเป็นต้องตั้งคำถามและตรวจสอบภาคการเมือง” นายตำรวจใหญ่แสดงความเห็น การควบคุมทางการเมืองต่อกลไกรัฐผ่านกระบวนการบริหารนั้นเป็นหัวใจสำคัญ ส่วนหนึ่งที่ทำให้การบริหารงานตำรวจลดประสิทธิผลลง ความไม่ชัดเจนของนโยบาย กลไกไม่มีความจริงใจและขาดการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นายตำรวจฝีมือดีที่พอจะมีสำนึกในการทำงานพิทักษ์สันติราษฎร์จำนวนมากต้องล้างมือออกจากวงการ ยอมจำนนพ่ายต่อระบบที่ไม่เป็นธรรม “ทำไปทำไม ทำไปไม่ใช่แค่เสมอตัวนะยังติดลบอีก อย่าลืมนะว่าตำรวจก็มีลูกมีเมีย ไม่ใช่ลำพังตัวคนเดียว”

 นโยบายบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเปลี่ยนแผ่นดิน เปลี่ยนผู้นำนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก หากแต่นโยบายความมั่นคงในการทำงานควรจะมีหลักที่มั่นคงและพิจารณาไตร่ตรองเป็นอย่างดีแล้ว แต่ในโลกความจริงของตำรวจนั้นกฎแห่งความมั่นคงในการทำงานก็ยังไม่มีความมั่นคง การโยกย้ายข้าราชการตำรวจเต็มไปด้วยการทะลุกรอบ แหกกฎ ไร้บรรทัดฐาน ขาดความชัดเจน “ลองคิดดูสิว่า นายตำรวจระดับสูงที่เป็นตำรวจมือปราบ มืออาชีพ ทำงานตำรวจจริงจังนั้นมีสักกี่คน”

 นายตำรวจท้าทายให้ดิฉันทบทวนว่าความก้าวหน้าในอาชีพตำรวจนั้นเป็นผลมาจากการเป็นตำรวจมืออาชีพจริงหรือ? ดิฉันคิดว่าประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของตำรวจไทยจะเกิดขึ้นได้มิใช่มาจากเหตุผลเรื่องการเพิ่มค่าตอบแทน หากแต่ความมั่นคงและความก้าวหน้าในการทำงานที่ยุติธรรมคือประเด็นสำคัญของวัฒนธรรมในวงการตำรวจที่จำเป็นต้องปฏิรูปและภาคการเมืองต้องแสดงเจตนาที่จะรักษากฎเกณฑ์หลักคุณธรรมและความเป็นธรรม พร้อมทั้งแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องนี้!! โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวัฒนธรรมการแต่งตั้งผู้นำองค์การตำรวจ