
เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม
ผมเพิ่งไปซื้อหนังสือ น้ำพริก ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ฉบับพิมพ์ครั้งล่าสุดมาครับ หนังสือเล่มนี้ อาจารย์คึกฤทธิ์เขียนถึงอาหารหลักของไทยคือน้ำพริกชนิดต่างๆ เอาไว้มากมาย ความจริงหนังสือของ อาจารย์คึกฤทธิ์ ผมมีอยู่ครบชุดแล้วล่ะครับ แต่ช่วงที่ผมไม่อยู่เมือง
รวมแล้วก็หลายกล่องอยู่ แต่จนบัดนี้ยังไม่มีเวลาเปิดกล่องทั้งหมด และที่สำคัญคือจำไม่ได้ว่าหนังสือเล่มไหนอยู่กล่องไหน เพราะฉะนั้นเพื่อความสะดวกของตัวเอง เมื่อเจอหนังสือเก่าฉบับพิมพ์ครั้งใหม่ก็จะซื้อไว้ก่อน อ่านหนังสือ “น้ำพริก” แล้ว ทำให้รู้สึกว่าคนไทยสมัยก่อนมีความสุขกับอาหาร ทั้งการทำอาหาร การเตรียมอาหาร และการรับประทานอาหารเป็นอย่างมาก
ผมจำได้ว่าสมัยที่ผมยังเล็กๆ มีหน้าที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง คือการหิ้วตะกร้าตามคุณแม่ไปจ่ายตลาด ตอนนั้นเราเช่าบ้านอยู่ที่เสาชิงช้า ซึ่งแวดล้อมด้วยตลาด ตั้งแต่ตลาดประตูผี ตลาดตรอกหม้อ ตลาดศาลเจ้าพ่อเสือ หรือถ้าเลยไปหน่อยก็จะเป็นตลาดยอดพิมาน บางลำพู อาหารการกินจึงอุดมสมบูรณ์ และเราก็รับประทานกันด้วยความอิ่มเอม ทั้งกับข้าวและขนม โดยไม่มีใครกังวลต่อเรื่องน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด โรคอ้วน หรือโรคไต โรคหัวใจกันเลย หนำซ้ำถ้าจะพูดถึงอาหารก็ต้องมีให้ครบเครื่องทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่ และรสชาติเปรี้ยวหวานมันเค็ม
เวลาผ่านมาสักครึ่งศตวรรษ วิถีการกินอยู่ของคนไทยก็เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มจากหมูซึ่งเคยเป็นอาหารประจำครัวก็เริ่มจะมองหน้ากันไม่ติด เพราะน้ำมันหมูที่เคยซื้อมันเปลวมันก้อนมาเจียวเอาน้ำมันเองก็กลายเป็นศัตรูตัวร้ายของสุขภาพ ต้องหันไปซื้อน้ำมันพืชที่บรรจุขวดมาประกอบอาหารแทน โดยลืมกากหมูที่เด็กๆ ชอบกินกับเกลือ และผู้ใหญ่นำไปตำกับเครื่องแกงเป็นพริกขิง ไปได้เลย แม้แต่หมูสามชั้นหรือหมูปนมันก็แทบจะเป็นของต้องห้าม เพราะอุดมด้วยคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นปัจจัยของไขมันในเส้นเลือด ที่นำไปสู่อาการหลอดเลือดหัวใจอุดตัน สำหรับเป็ดไก่ถ้ากินโดยไม่ระมัดระวังก็อาจจะเป็นโรคเกาต์ซึ่งเป็นโรคที่ทารุณไม่ใช่ย่อย จะเหลือดีอยู่ก็แต่เห็ด แต่เวลานี้ก็เกิดมีสูตรใหม่ขึ้นมาว่าถ้าจะกินเห็ดก็ต้องกิน 3 ชนิดในจานเดียว ถึงจะเป็นผลดีต่อร่างกาย ส่วนข้าวนั้นก็พลอยถูกลดปริมาณการบริโภคในแต่ละมื้อลงไปด้วยเหตุผลทางสุขภาพเช่นเดียวกัน
ยิ่งเรื่องรสชาติด้วยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเปรี้ยว หวาน มัน หรือเค็ม ล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น รสเปรี้ยวถ้าทานมากไปโรคเกาต์อาจถามหา สำหรับรสหวาน สารที่มีรสหวานอย่างน้ำตาลนั้น ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าถ้าทานมากๆ และร่างกายมีปัญหาเรื่องการผลิตอินซูลิน ก็อาจทำให้เป็นโรคเบาหวานได้ ซึ่งโรคนี้นอกจากจะเป็น “ราชินีแห่งโรค” คือมีความน่ากลัวและอันตรายโดยตัวของมันเองอย่างมากแล้ว ยังเป็นบ่อเกิดของโรคอื่นๆ อีกมากมาย รสมันหรือความมันเช่นน้ำมันหมูหรือน้ำมันที่เกิดจากการประกอบอาหารที่ทอด ปิ้งย่าง นั้นแน่นอนว่าทำให้เกิดโรคอ้วน และไขมันในเส้นเลือด ส่วนรสเค็มนั้นก็ใช่ย่อย เพราะส่งผลโดยตรงต่อไต อันเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องกรองสารพิษและสิ่งสกปรกออกจากระบบภายในของร่างกาย ถ้าไตไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ร่างกายเราก็จะมีปัญหา และปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นจะอยู่ที่ตัวของไตเองซึ่งอาจนำไปสู่อาการไตวาย หรือเป็นภาระที่จะต้องฟอกไตไปตลอดชีวิต
คุณผู้อ่านรู้สึกไหมครับว่า ชีวิตของคนไทยในช่วงหลังนี้ ขาดความสุขกับการบริโภคอาหารลงไปอย่างมาก จะกินโน่นกินนี่อย่างที่เคยกินหรืออย่างที่เคยชอบกินอย่างเมื่อก่อน ก็ต้องพะวักพะวนห่วงเบาหวาน ห่วงคอเลสเตอรอล ห่วงตับไตไส้พุงของตัวเอง และเรื่องหวาน มัน เค็ม นั้น ก็แทบจะล่ำลากันไปเลย รสที่เป็นหลงเหลืออยู่ให้กินได้ในตอนนี้ก็มีเพียงเปรี้ยวเท่านั้น แต่ก็ไม่แน่ว่าจะมีคุณหมอหรือนักโภชนาการออกมาชี้ภัยของการรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยวอีกเมื่อไหร่
ครับ ถึงแม้พฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนไทยจะเปลี่ยนไป แต่ผมก็ยืนยันว่าหนังสือ “น้ำพริก” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเป็นหนังสือที่อ่านอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสมองครบครันเช่นเดิม แต่ใครที่อ่านหนังสือเล่นนี้แล้ว จะลองตำน้ำพริกกิน และรับประทานข้าวมากขึ้นกว่าปกติ ก็ถือว่าเป็นการให้รางวัลแก่ตัวเองชั่วนานทีปีหนก็แล้วกันนะครับ



